Categories
Uncategorized

อ.วรพล พรหมิกบุตร การเมืองไทย ๒๕๕๓ : ทางตันของคณะรัฐประหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์

การเมืองไทย ๒๕๕๓ : ทางตันของคณะรัฐประหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์

รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล  พรหมิกบุตร

(นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี)

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มกราคม  ๒๕๕๓

๑. ภูมิหลังปัญหาและความต่อเนื่องของความขัดแย้ง

                                การรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ มีวัตถุประสงค์ในการกำจัดการเมืองระบอบประชาธิปไตย เพื่อหวนคืนสู่การเมืองระบอบคณาธิปไตยโดยใช้รัฐสภาที่มีเครือข่ายคณะรัฐประหารในกองทัพและผู้ร่วมผลประโยชน์ภายนอกกองทัพ (ดังปรากฏบทบาทและตัวตนของบุคคลรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ หลากหลายวิชาชีพในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา) ร่วมกันสืบทอดอำนาจปกครองโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และกฎหมายอื่นทั้งที่มีอยู่แล้วและที่บัญญัติขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะสำหรับการสืบทอดอำนาจภายในเครือข่ายคณะรัฐประหาร (รวมทั้งการกำจัดปรปักษ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย)

                                วิธีการหวนคืนสู่ระบอบคณาธิปไตยและสืบทอดอำนาจการเมืองการปกครองของเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ กระทำเป็นกระบวนวิธีมีลำดับขั้นตอนโดย (๑) การยึดอำนาจการเมืองด้วยกำลังในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  ซึ่งเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ แต่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเอง (๒) การจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร (๓)  การมอบหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารเขียนบทบัญญัติทางกฎหมายกำหนดขั้นตอน ซ่อนวิธีการสืบทอดอำนาจและการควบคุมการเมืองการปกครองในรัฐสภาโดยใช้กฏหมายหรือนิติวิธี  สืบเนื่องต่อจากช่วงเวลาที่ต้องควบคุมด้วยกำลังอาวุธ (ได้แก่ บทบัญญัติว่าด้วยวุฒิสภา,  บทบัญญัติว่าด้วยการสรรหาองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ, และบทเฉพาะกาลเป็นสำคัญ) เครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ กระทำการตามขั้นตอนกระบวนวิธีเหล่านี้สำเร็จระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

                               ท่ามกลางความสำเร็จดังกล่าว  เครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ ประสบความล้มเหลวในเบื้องต้น (ทั้ง ๆ ที่ใช้ทุนสาธารณะของประชาชนไปเป็นจำนวนมากรวมทั้งออกคำสั่งบังคับใช้บุคคลากรของกองทัพเป็นเครื่องมือสนับสนุนความพยายามของตนเอง)  คือ ความล้มเหลวของเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ในการขัดขวางไม่ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกพรรคพลังประชาชน (พรรคการเมืองที่เอกสารทางทหารจากสำนักงานของคณะรัฐประหารในปี ๒๕๕๐ ระบุว่าเป็น “กลุ่มอำนาจเก่า” สืบแทนพรรคไทยรักไทย) เป็นผู้แทนราษฎรในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐  และความล้มเหลวต่อเนื่องที่ไม่สามารถขัดขวางพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้สำเร็จเมื่อต้นปี ๒๕๕๑

                                หลังจากนั้นตลอดปี ๒๕๕๑ เครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ จึงต้องตกอยู่ในสภาพ “แบ่งงานกันทำ” (และประสานงานกันบางส่วน) ในการขัดขวางสร้างอุปสรรคไม่ให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนบริหารประเทศได้โดยสะดวก  เช่น  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ชื่อจัดตั้งตนเองที่ไม่สอดคล้องกับอุดมการจริง) ใช้กำลังบุกทำลายทรัพย์สินของสถานีโทรทัศน์ของรัฐในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์,   ใช้กำลังบุกยึดทำเนียบรัฐบาล,   ใช้กำลังบุกยึดสนามบิน  ;   ผู้นำกองทัพและข้าราชการประจำที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากกลุ่มผู้ใช้กำลังและอาวุธกระทำการอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเมืองภายในประเทศดังกล่าวตอบสนองคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคพลังประชาชนด้วยการอิดเอื้อน รีรอ รวมทั้งบางส่วนแสดงท่าทีสนับสนุนแกนนำพันธมิตรฯ และแถลงคล้อยตามการอ้างสิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ  ;   องค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญดำเนินงานประสานกันนำไปสู่การทำคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีสมัคร  สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนพ้นจากตำแหน่ง  และดำเนินการต่อมาให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนในต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๑  เป็นค้น

                               พรรคประชาธิปัตย์ประสบความสำเร็จเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ โดยมีนายทหารจากเครือข่ายแกนนำกองทัพประสานงานสนับสนุนร่วมกับนักการเมืองย้ายพรรคจำนวนหนึ่ง  พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาลท่ามกลางสภาพปัญหาความขัดแย้งต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า ๑ ปี  ดำรงตำแหน่งท่ามกลางความขัดแย้งยาวนานกว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่เป็นปฏิปักษ์กับเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙   

                                แกนนำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้รับ “การรับรอง” ความเหมาะสมจากพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกที่นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ขณะเดียวกันพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ก็มักปรากฏกายแถลง ความเห็นทางการเมืองและเรื่องหลักการทั่วไป (คล้ายวิธีแสดงความเห็นเชิงหลักการของนายชวน  หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) ต่อสื่อมวลชนโดยมีนายทหารระดับแกนนำกองทัพรวมทั้งแกนนำคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ เช่นพลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา แวดล้อมพลเอกเปรมในขณะแถลงความเห็นผ่านสื่อมวลชน     ดังนั้น สาธารณชนไทยในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาจึงเกิด “ความกระจ่างชัด” ขึ้นตามลำดับว่าความร่วมมือทางการเมืองระหว่างอดีตผู้นำกองทัพ, ผู้นำกองทัพในปัจจุบัน,  และพรรคประชาธิปัตย์ (รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่ปรากฏตัวตนเข้าร่วมสนับสนุนเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา) เป็นความร่วมมือกันของเครือข่ายบุคคลในกลุ่ม                                                         หรือ “ฝ่าย” ที่เป็นปฏิปักษ์กับนักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยก่อนการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ (นักการเมืองที่มีพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นแกนนำ)  

ความกระจ่างชัดดังกล่าวได้พัฒนาเกินเลยจุดที่บรรดาผู้นำเครือข่ายรัฐประหารทั้งในและนอกกองทัพ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์สามารถจะปกปิดหรือกลบเกลื่อนความร่วมมือทางการเมืองระหว่างกันต่อไปได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อต่อสาธารณชนวงกว้าง  (ตัวอย่างเช่น คำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยใช้โน้มน้าวประชาชนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่าพรรคของตนเป็นพรรคการเมืองที่ “ต่อสู้เผด็จการ” จะมีคนเชื่อถือน้อยลงตามลำดับ ; คำแถลงส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีบางท่านที่พยายามฟื้นฟูความน่าเชื่อถือทางการเมืองให้พลเอกเปรมผู้ก้าวล่วงเข้าไปเป็น “ฝ่าย” ทางการเมืองในความขัดแย้งดังกล่าว เช่น คำแถลงว่า “องคมนตรีเป็นกลาง” จะมีสาธารณชนจำนวนมากรับรู้เพียงว่าหลักการต้องเป็นกลางแต่ทางปฏิบัติไม่เป็นจริงเช่นนั้น)   ความกระจ่างชัดดังกล่าวเป็นผลกระทบลูกโซ่ที่เกิดขึ้นจากการกระทำต่าง ๆ ของแกนนำเครือข่ายรัฐประหารโดยเครือข่ายรัฐประหารดังกล่าวไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นแต่ขัดขวางมิให้ไม่เกิดขึ้นไม่ได้

นอกเหนือจากความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และการดำรงตำแหน่งท่ามกลางความขัดแย้งและการปฏิเสธของประชาชนวงกว้าง รวมทั้งประชาชนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่เป็นเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ มาเป็นเวลายาวนานถึง ๑ ปี   รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายผลประโยชน์ทางการเมืองประสบความสำเร็จในการเสนอญัตติให้รัฐสภาอนุมัติกฎหมายเงินกู้สาธารณะ ๒ ฉบับ วงเงินรวมทั้งสิ้น ๘ แสนล้านบาท   สาระสำคัญเป็นการออกกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลในการกู้เงินดังกล่าวมาใช้จ่ายตามโครงการและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและเครือข่าย   แต่ผลักภาระหนี้สินเป็นของประชาชน

                                ในต้นปี ๒๕๕๓ มีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะโฆษณาชวนเชื่อด้วย “ข่าวสารด้านเดียว” ว่าผลการบริหารของตนทำให้เศรษฐกิจเริ่ม “กระเตื้องขึ้น” ในช่วงไตรมาสท้ายของปี ๒๕๕๒ โดยใช้ตัวเลขเปรียบเทียบกับระดับจีดีพีไตรมาสท้ายของปี ๒๕๕๑ (ช่วงปลายรัฐบาลพรรคพลังประชาชนซึ่งเศรษฐกิจชะงักงันอย่างรุนแรง จากผลของการถูกก่อกวนทางการเมืองตลอดปี รวมทั้งการใช้กำลังบุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย)  แต่ก็มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นตามลำดับเช่นกันว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อาจพ้นจากตำแหน่งไปภายในปี ๒๕๕๓ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งต่อไปนอกจากจะไม่สามารถใช้อำนาจบริหารที่มีอยู่ตอบสนองผลประโยชน์ของเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ เพิ่มขึ้นมากนัก แล้วยังจะปรากฏ “ผลย้อนกลับทางการเมือง” ที่เป็นโทษมากขึ้นตามลำดับ ทั้งต่อสถานะทางการเมืองระยะยาวของพรรคประชาธิปัตย์เอง  และต่อสถานะของบุคคลและองค์กรในเครือข่ายรัฐประหาร ผลย้อนกลับที่เป็นโทษต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในเครือข่ายผลประโยชน์คณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ รวมทั้งต่อนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์บางคนเป็นโทษทางอาญา  ซึ่งในอนาคตอาจไม่สามารถอ้างมาตรา ๓๐๙ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐  เป็นเหตุให้พ้นผิดได้

๒. ทางตันของคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ และการต่อต้านการรัฐประหารครั้งใหม่

                                ในปี ๒๕๕๓ เครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ และพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเผชิญกับสภาพปัญหาความขัดแย้ง และการต่อสู้อย่างไม่ลดราวาศอกจากขบวนการภาคประชาชนเครือข่าย “นปช.” ที่มีแนวร่วมมวลชนทั่วประเทศสนับสนุน  เครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ที่หนุนหลังการจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะยิ่งถูกแนวร่วมประชาชนผลักดันให้ตกอยู่ในสภาพ “ทางตัน” ที่แม้ว่าจะสามารถใช้กลไกรัฐสภาและอำนาจนิติบัญญัติ  บริหาร  ตุลาการตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ รวมทั้งพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเป็นประโยชน์ในการดิ้นรนสืบทอดอำนาจให้พรรคประชาธิปัตย์  แต่ก็จะไม่สามารถควบคุมเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศตามต้องการ  ทั้งยังไม่สามารถดำเนินกระบวนวิธีจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์ (จากมาตรการเพิ่มภาษีและเงินกู้ภาครัฐ) เพิ่มเติมมากนัก นอกเหนือไปจากการคิดหาเทคนิคและความพยายามแนวทางใหม่ ๆ เพื่อใช้เงินกองทุนสาธารณะอื่น ๆ  รวมทั้งทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในธนาคารแห่งประเทศไทย   

                               การเผชิญหน้าท้าทายกับมวลชน นปช. ที่มีกลยุทธ์ยืดหยุ่นพลิกแพลงตอบโต้มาตรการของรัฐในการควบคุมหรือขัดขวางการชุมนุมประชาชนได้ตลอดเวลา (ทั้งในปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓)  จะยิ่งทำให้มาตรการต่าง ๆ ของเครือข่ายรัฐประหาร และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อ่อนล้าประสิทธิภาพลงยิ่งกว่าสภาพในปี ๒๕๕๒

                                แม้ว่าจะมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ หนุนหลังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจ   แต่การต่อสู้ทางการเมืองและความขัดแย้งต่อเนื่องทางการเมืองที่ผ่านมาทำให้เห็นว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์รวมทั้งบุคคลากรของกองทัพในเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ไม่สามารถกำจัด  ควบคุม  หรือปราบปรามแนวร่วมประชาชนเครือข่าย นปช. แม้ว่าจะได้ใช้ความพยายามแสนสาหัสตลอด ๓ ปีที่ผ่านมา (แม้แต่การขัดขวางไม่ให้พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตรเดินทางกลับออกไปนอกประเทศอีกครั้งในปี ๒๕๕๑ โดยพยายามใช้อำนาจตุลาการขณะที่พรรคพลังประชาชนยังเป็นแกนนำรัฐบาล  แต่กลุ่มอำนาจในเครือข่าย “ตุลาการภิวัตน์” ที่เป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท. ทักษิณและรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ก็ขัดขวางการเดินทางออกนอกประเทศครั้งดังกล่าวไม่สำเร็จ)   การดำรงอยู่ของความขัดแย้งและความสามารถในการยืนหยัดของแนวร่วมประชาชนทั่วประเทศ ในการท้าทายอำนาจบริหารของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี ๒๕๕๒ รวมทั้งการประกาศยกระดับการท้าทายทางการเมืองเพิ่มขึ้นในปี ๒๕๕๓  มีน้ำหนักเป็นข้อยืนยันที่ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับว่าคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ และเครือข่ายผู้สืบทอดอำนาจไม่สามารถ “กำราบ” ประชาชนให้ “นิ่ง” ทางการเมืองตามต้องการเพื่อความสะดวกของเครือข่ายรัฐประหารดังกล่าวในการครอบครองอำนาจ และจัดสรรผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์   ดังนั้นในปี ๒๕๕๓ จึงมีผู้คาดการณ์กันมากขึ้นว่าอาจเกิดการยึดอำนาจด้วยกำลังกองทัพอีกครั้งในฐานะที่เป็นวิธี “กำราบ” ขั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

                                การที่ผู้บัญชาการทหารบก (พลเอกอนุพงษ์  เหล่าจินดา) ออกตัวทางการเมืองอีกครั้งในช่วงปลายปี ๒๕๕๒ โดยแถลงต่อสาธารณชนให้ “ลืม” เรื่องการก่อรัฐประหารและการนองเลือดในปี ๒๕๕๓   แทนที่จะช่วยให้สาธารณชนคลายกังวลกลับมีผลให้สาธารณชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนเสื้อแดง” เกิดความตื่นตัว ระมัดระวัง และเตรียมการรับมือกับความพยายามของผู้นำกองทัพในการยึดอำนาจครั้งใหม่มากขึ้น โดยมีกรณีตัวอย่างการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  (ตามที่เรียกกันในแวดวงมวลชนหลายกลุ่มว่า “รัฐประหารทีเผลอ”) เป็นบทเรียน 

                                การปรากฏตัวของผู้นำกองทัพ,  ข้าราชการประจำระดับสูง,  และผู้นำวงการตุลาการจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมอวยพรปีใหม่พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ในช่วงปลายปี ๒๕๕๒  หากพิจารณาให้ละเอียดรอบด้านจะเห็นว่า “แนวร่วม” ของพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ มีเพียงกลุ่มคนในแวดวงจำกัดเพียงใด   และยังอาจเห็นได้ชัดเจนขึ้นด้วยว่ากลุ่มคนหลากหลายอาชีพของสังคมไทยปัจจุบันรวมทั้งอดีตผู้นำในกองทัพ  (แม้ว่าในอดีตจะเคยปรากฏตัว “เคียงข้าง” พลเอกเปรม) กำลังแสดงการปฏิเสธ  รวมทั้งอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักทางการเมืองเนื่องจากไม่แน่ใจในศักยภาพของการรัฐประหารอีกต่อไป

                                หากมีความพยายามยึดอำนาจโดยผู้นำกองทัพในปี ๒๕๕๓ (สภาพ “ทางตัน” ของเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ รวมทั้งแรงกดดันทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกรัฐสภาให้นำรัฐธรรมนูญ  ๒๕๔๐ กลับมาบังคับใช้แทนรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นปัจจัยกดดันเพิ่มน้ำหนักการตัดสินใจยึดอำนาจ)  การพยายามใช้กำลังยึดอำนาจดังกล่าวจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓   ขณะที่เครือข่ายมวลชน นปช. ทั่วประเทศในปัจจุบัน (และกลุ่มพลังเงียบประเมินจำนวนมิได้) มีศักยภาพการรวมตัว  การชุมนุม  และการต่อต้านกองกำลังทหารที่กระทำผิดทั้งทางอาญาและทางการเมืองอย่าง “ตาต่อตา  ฟันต่อฟัน”  และถูกต้องตามกฎหมายในฐานะประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกันตามรัฐธรรมนูญ

                               ในกรณีที่หากมีความพยายามยึดอำนาจโดยผู้นำกองทัพดังกล่าว  สภาวะ “การเมืองนองเลือด” จะเกิดขึ้นได้ต่อไป  โดยเป็นไปได้ทั้งสภาวะการเมืองนองเลือดแบบ “กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖”  หรืออาจเป็น “กรณี  ๖  ตุลาคม  ๒๕๑๙”  (ฝ่ายประชาธิปไตยต้องการกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  ขณะที่ฝ่ายคณาธิปไตยต้องการกรณี  ๖  ตุลาคม  ๒๕๑๙)     จนถึงปลายเดือนธันวาคม  ๒๕๕๒ สาธารณชนยังไม่เห็นรูปธรรมของการตกลงเจรจาคลี่คลายความขัดแย้ง  การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ที่มีวุฒิสภาเป็นแกนหลักผลักดัน  โดยพยายามเบี่ยงเบนไปเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เพียง ๒-๖ มาตราเพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารงานของรัฐบาลและเพื่อลดต้นทุนการหาเสียงแบบแบ่งเขตของพรรคการเมืองในอนาคต ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเด่นในช่วงปี ๒๕๕๒ ไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งที่ระดับโครงสร้างของปัญหา  แต่ยิ่งจะนำไปสู่การสะสมความขัดแย้งแบบเก็บกดระหว่าง ๒ ฝ่ายมากขึ้น    พัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งด้วย “การเจรจา” เท่าที่ปรากฏร่องรอยให้วิเคราะห์สรุปได้  คือ  ฝ่ายประชาธิปไตยเสนอจะยุติความเคลื่อนไหวในเครือข่ายมวลชนของตนหากมีการดำเนินการให้เป็นผล ๓ เรื่อง  ได้แก่  (๑) การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้วนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาบังคับใช้  (๒)  นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา  (๓)  จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปด้วยความยุติธรรมและเคารพกติกาประชาธิปไตย ;  ขณะที่ฝ่ายคณาธิปไตยไม่เสนอว่าตนจะยินยอมถอนตัวออกจากอำนาจควบคุมทางการเมืองอย่างไร แต่ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ข้อเสนอการเจรจาดังกล่าว (ผ่านการสนทนาระหว่างพลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์กับผู้สื่อข่าว, การให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธ์  เวชชาชีวะ,  และการให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ว่าต้องการให้อีกฝ่ายยุติการขัดขวางการทำงานของรัฐมนตรีที่เดินทางไปในพื้นที่,   ต้องการให้พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตรยุติการเคลื่อนไหวและกลับมารับโทษจำคุกในประเทศไทย,  และไม่ต้องการยกเลิกการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐

                                ดังนั้น  สภาวะการเมืองไทยในปลายปี ๒๕๕๒ จึงยังไม่ปรากฏรูปธรรมของ “การสมานฉันท์” เกิดขึ้นให้สังเกตเห็นได้จากข่าวสารข้อมูลที่สาธารณชนรับรู้  เนื่องจากแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งยังมีความต้องการสวนทางกัน คือ ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ “ระบอบอำมาตย์” ถอนตัวออกไปจากการควบคุมอำนาจการเมืองไทย  ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาสืบทอดอำนาจการปกครองโดยต้องการให้ประชาชนและกลุ่มพลังการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลปัจจุบัน “ยอมรับ” การสืบทอดอำนาจปกครองดังกล่าว

                                สภาวะการเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ จะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสภาพพื้นฐานข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่ายังมีความต่อเนื่องของความขัดแย้งจากภูมิหลังปัญหาข้างต้น

๓.    สถานะของประเทศในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก

ตลอดเวลากว่า ๓ ปีนับตั้งแต่คณะผู้นำกองทัพตัดสินใจก่อการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙,  สถานะทางการทูต  การเมือง  และเศรษฐกิจของประเทศไทยได้พัฒนาถดถอยตกต่ำลงตามลำดับ   รูปธรรมความถดถอยโดยองค์รวม ได้แก่ การที่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศของเครือข่ายสมาชิก “ประเทศประชาธิปไตยนานาชาติ” ในปี ๒๕๕๐,  รัฐบาลพรรคพลังประชาชนต้องตัดสินใจเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปี ๒๕๕๑   เนื่องจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองท่ามกลางการเคลื่อนไหวแบบใช้กำลังโดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย,  รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ แต่ต้องยุติการประชุมตั้งแต่ช่วงวันแรกท่ามกลางการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงโดยมวลชน นปช.,  รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนายกรัฐมนตรี  เกิดประเด็นโต้เถียงที่มิใช่การเจรจาทางการทูตแต่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทั้งในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ ๑๔ ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ และภายหลังการประชุมโดยมีสื่อมวลชนนานาชาติรับรู้และรายงานข่าวไปทั่วโลก,  ทั้งนี้นอกเหนือไปจากความถดถอยทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่ามาจากสาเหตุเศรษฐกิจโลกถดถอย โดยละเว้นที่จะแถลงถึงรายละเอียดผลกระทบความถดถอยที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมหรือถูกซ้ำเติมจากการก่อความวุ่นวายทางการเมืองโดยเครือข่ายผู้ต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชนตลอดปี ๒๕๕๑  เช่น การสูญเสียรายได้เงินตราต่างประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ตัดสินใจยกเลิกหรืองดเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ช่วงความวุ่นวายในปีดังกล่าว  เป็นต้น

                                ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ของเครือข่ายรัฐประหารคณาธิปไตย ๒๕๔๙ กับปวงชนชาวไทยและประชาคมโลก  คือ  ปวงชนชาวไทยในปัจจุบันตกอยู่ภายใต้การบังคับของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ขณะที่ประชาคมโลก (เช่น กรณีประเทศกัมพูชา เป็นต้น) นอกเหนือไปจากการไม่ตกอยู่ภายในบังคับของรัฐธรรมนูญไทยดังกล่าวแล้ว ยังไม่ตกอยู่ภายในบังคับของข้อตกลงแบบ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ที่รัฐบาลไทยจะเข้าไปมีอำนาจการบริหารหรืออำนาจตุลาการซ้อนทับเหนืออำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นในประชาคมโลกไม่ได้   ตัวอย่างความพยายามของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย  (เช่น ความพยายามในการแถลงเรียกร้องกดดันรัฐบาลกัมพูชาและนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้ดำเนินการคล้อยตามความต้องการของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ด้วยการส่งมอบตัวพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการลงโทษต่อไป ทั้งนี้โดยอ้างว่ารัฐบาลกัมพูชากำลังละเมิดกระบวนการยุติธรรมของไทยและฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน,  การเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลกัมพูชายกเลิกการแต่งตั้งพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตรเป็นที่ปรึกษาพิเศษทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินมาตรการกดดันต่อเนื่องด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา ฯลฯ)  เป็นความพยายามที่ประสบความล้มเหลวและยิ่งสะท้อนถึง “ความถดถอยตกต่ำ” ของประเทศไทยภายใต้อำนาจบริหารของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙

                               การฟื้นฟูสถานะและความน่าเชื่อถือของอำนาจรัฐไทยภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในทางการทูต  การเมือง  และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะเป็นภาระงานที่ยากจะประสบผลสำเร็จคืบหน้ามากนักในปี ๒๕๕๓  โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเกิด “กรณีปัญหามาบตาพุด ๒๕๕๒” ที่ทำให้ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น) ลดลงทั้งในประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นในการเป็นประเทศเศรษฐกิจเสรีตามกติกาสากลและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมในศาลไทย (ประเด็นตัวอย่างรูปธรรม ที่สามารถบ่งชี้ความไม่น่าเชื่อถือของผู้ครองอำนาจรัฐไทยปัจจุบัน ในสายตานักลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ กรณีที่กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ใช้ “ระบบอนุญาโตตุลาการ” ในการตัดสินกรณีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินโครงการทางเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจเอกชนทำสัญญากับรัฐ  รวมทั้งคัดค้านการใช้ “ศาล” ของไทยเป็นเครื่องมือวินิจฉัยข้อพิพาทในโครงการทางเศรษฐกิจดังกล่าว ตามแนวทางที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนให้ใช้ดำเนินการแทนระบบอนุญาโตตุลาการ)

                                สภาวะความตกต่ำถดถอยในสถานะของประเทศทั้งทางการทูต  การเมือง  และเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สะสมเป็น “ทุนติดลบ” พอกพูนตามลำดับตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙  เป็นส่วนหนึ่งของ “ปัจจัยต้านทาน” การตัดสินใจก่อการยึดอำนาจครั้งใหม่  เนื่องจากคณะผู้วางแผนหรือคิดเตรียมการยึดอำนาจครั้งใหม่ประเมินได้ว่า แม้กลุ่มตนอาจประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจครั้งใหม่ (ไม่ว่าจะเป็นการยึดอำนาจแล้วเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี  หรือยึดอำนาจโดยใช้นายกรัฐมนตรีคนเดิม) แต่โอกาสในการแสวงหา “ส่วนต่างผลประโยชน์แห่งชาติ” รวมทั้งปริมาณส่วนต่างผลประโยชน์ที่กลุ่มตนจะแสวงหาได้ โดยใช้อำนาจรัฐภายหลังการยึดอำนาจ จะยิ่งจำกัดแคบลงกว่าสภาพการณ์ในปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๒  ความพยายามเชื้อเชิญนักลงทุนจากต่างประเทศให้กลับเข้าร่วมลงทุนเพื่อสร้างหรือเพิ่มพูน “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ให้รัฐบาลไทยใช้บริโภค จัดสรร และดำเนินการต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจการเมืองภายหลังการการยึดอำนาจครั้งใหม่ จะเป็นความพยายามที่แกนนำคณะรัฐประหารเองไม่มั่นใจในผลสัมฤทธิ์ทางปฏิบัติ แม้ว่าคณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในเครือข่ายคณะรัฐประหารจะยืนยันว่าระบบเศรษฐกิจของไทยยังเข้มแข็งและ “น่าลงทุน” สำหรับนักลงทุนจากต่างประเทศ

                                ตลอดปี ๒๕๕๒ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ถูก “ต้อน” หรือถูกกดดันให้ตัดสินใจดำเนินมาตรการทางการเมือง ที่ผลสัมฤทธิ์ส่วนใหญ่กลายเป็นการผลักดันทางการเมืองให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ เคลื่อนเข้าสู่ “ทางตัน” ของกลุ่มตนตามลำดับ  ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินมาตรการทางการเมืองภายในประเทศ เช่น การประกาศใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติฯ ที่ไร้ผลเนื่องจาก นปช. สามารถพลิกแพลงยืดหยุ่นการนัดชุมนุมของตนได้ตลอดเวลา รวมทั้งมาตรการทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตภายหลังการเกิดกรณี “วิวาทะไทย- กัมพูชา ๒๕๕๒” ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับสมเด็จฮุนเซ็นในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ และความล้มเหลวในการพยายาม “ขจัด” ภัยทางอากาศโดยอาศัยพนักงานเอกชนในบริษัทธุรกิจสื่อสารข้ามชาติของไทย ช่วยตรวจสอบยืนยันข้อมูลเส้นทางการบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรซึ่งเดินทางเข้า – ออกประเทศกัมพูชาเมื่อปลายปี ๒๕๕๒ 

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๕๓ จะเผชิญกับสภาพปัญหาและ “ทางตัน” ที่ทำให้อาจไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องไปได้ถึง “ปีกระต่าย” (พ.ศ. ๒๕๕๔) ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อต้นปี ๒๕๕๓ ทั้งนี้, แม้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบันอาจกำหนดเป้าหมายการดำรงตำแหน่งให้ครบเวลาที่เหลืออยู่ของวาระสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน (อีกประมาณ ๒ ปี) ตามสถิติที่ผู้บริหารจัดการพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้เคยประสบความสำเร็จหลังจากการทำให้รัฐบาลพรรคความหวังใหม่และพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ พ้นจากตำแหน่งบริหารในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ (ด้วยยุทธวิธี “งูเห่าการเมือง” โดยอาศัยบริการทางการเมืองของนายวัฒนา  อัศวเหม หรือ “นักโทษชายวัฒนา  อัศวเหม” หากจะใช้คำเรียกตามมาตรฐานเดียวกับที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเรียกพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร) แล้วใช้กลไกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ลงมติให้นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทนพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  ก่อนที่จะดำเนินนโยบาย “เงินกู้สาธารณะ” ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนภาระหนี้สินสถาบันการเงินทั้งระบบ คิดเป็นมูลค่ารวมหลายแสนล้านบาทให้ตกเป็นภาระหนี้สินสาธารณะของปวงชนชาวไทย

๔.    “พลัง” และอำนาจต่อรองของ “ฝ่าย” ที่ขัดแย้ง

รายละเอียดข้อเท็จจริงจากกระแสการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ท่ามกลางความต่อเนื่องของพลวัตความขัดแย้งตลอดเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมาทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นตามลำดับว่าแต่ละฝ่ายมี “จุดแข็ง” หรือความเข้มแข็งของ “ปัจจัยการต่อสู้” แตกต่างกัน

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจหนุนหลัง มีปัจจัยเข้มแข็งสูงสุดอยู่ใน “กำลังอาวุธของกองทัพ” ที่บุคคลากรในเครือข่ายอำนาจของตนสามารถครอบครองตำแหน่งบังคับบัญชาการสูงสุดอยู่ในปัจจุบัน   ขณะที่อีก “ฝ่าย” หนึ่งมีปัจจัยเข้มแข็งสูงสุดอยู่ใน “แนวร่วมประชาชน”  จำนวนมากมายยิ่งกว่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การต่อต้านอำนาจรัฐไทยทุกครั้งที่ผ่านมา (ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านโดยขบวนการที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด) ทั้งยังมีเครือข่ายแนวร่วมประชาชนแบบ “หลายศูนย์กลาง” นอกเหนือไปจากศูนย์กลางแกนนำ นปช. ที่กรุงเทพฯ ยังมีศูนย์กลางแนวร่วมมวลชน นปช. ในต่างจังหวัด  และศูนย์กลางแนวร่วมมวลชนที่ดำเนินงานเป็นเอกเทศแต่ผูกพันเป้าหมายทางการเมืองคล้ายคลึงกันกับ นปช. ทั้งในกรุงเทพฯ  ปริมณฑล  และต่างจังหวัด (ข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวนี้เป็นที่เปิดเผยรับรู้อย่างเป็นสาธารณะมาก่อนแล้ว  แต่บางกรณีถูกตีความคลาดเคลื่อน โดยสื่อมวลชนบางสำนักว่าเป็น“ความแตกแยก”ภายในกลุ่มคนเสื้อแดง  ขณะที่บางกรณีอาจมีการจัดตั้งกลุ่มมวลชน เพื่อแอบแฝงหรือปะปนแทรกซึมเข้าสู่กระบวนการคนเสื้อแดงโดยยุทธวิธีที่หน่วยงานในสังกัด“รัฐเผด็จการทหาร”ในอดีต เช่น กอรมน. และสภาความมั่นคงแห่งชาติเคยใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองยุค“สงครามเย็น”)   สภาวะการก่อตัวเพิ่มพูนเครือข่ายมวลชนต่อต้านการรัฐประหารแบบ“หลายศูนย์กลาง”ที่ดำเนินต่อเนื่องได้ตลอดเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๕๑ ที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีสมัคร  สุนทรเวชสามารถยืนหยัดดำรงตำแหน่งบริหารเอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของเครือข่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านการรัฐประหาร) เป็น “จุดแข็ง” ที่ทำให้อีก “ฝ่าย” ประสบความยากลำบากในการบั่นทอน และยากต่อการใช้กำลังอาวุธเข้ากวาดล้างปราบปรามแบบเบ็ดเสร็จ โดยอาศัยอำนาจรัฐที่ครองอยู่  แม้ว่าเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกันจะเคยดำเนิน “ยุทธการนำร่อง” ที่มุ่งหมายการฝึกปฏิบัติการด้วยวิธี “สนธิกำลังทหาร- ตำรวจ” เข้าตรวจค้น จับกุม และจู่โจมศูนย์กลางวิทยุชุมชนของเครือข่ายมวลชนในจังหวัดภาคเหนือมากกว่า ๑ ครั้งระหว่างปี ๒๕๕๒ แต่การประเมินผลเชิงยุทธการของการดำเนินปฏิบัติการทดสอบนำร่องดังกล่าวไม่เป็นที่เปิดเผย

ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๒  การโฆษณาชวนเชื่อของตัวแทนเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ว่าเป็น “ฝ่าย” ที่จงรักภักดีและทำงานรับใช้สถาบันเบื้องสูง (ชาติ  ศาสน์  กษัตริย์) ยังมีผลสัมฤทธิ์เป็น “พลัง” เกื้อหนุนการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายรัฐประหารและการจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์   แต่การอ้างสถาบันเบื้องสูงเป็น “เกราะกำบัง” เครือข่ายรัฐประหารและรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๕๓ จะลดประสิทธิภาพลง โดยสาธารณชนวงกว้างมากขึ้นจะเริ่มขาดความเชื่อถือในการโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวตามลำดับ ปรากฏการณ์เช่นนี้สังเกตเห็นได้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงกลางปี ๒๕๕๒ ;  ขณะเดียวกันกลุ่มมวลชนที่ปราศัยปลุกระดมแนวทางการต่อสู้ “โค่นล้มระบอบอำมาตย์” ด้วยการโน้มน้าวความคิดให้ประชาชนเชื่อใน “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอำมาตย์กับสถาบันกษัตริย์” จะได้รับการสนับสนุนจากมวลชนน้อยลงตามลำดับเช่นกัน สภาวะดังกล่าวจะยิ่งทำให้เครือข่ายรัฐประหารและรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ (รวมทั้งพรรคภูมิใจไทยผู้เป็นเจ้าของนโยบายกลุ่มพลัง “เสื้อสีน้ำเงิน”) ประสบความยากลำบากมากขึ้นในการอ้างใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวมวลชนที่ปราศัยอย่างเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันกษัตริย์ในการกล่าวหาแกนนำ นปช. และ “มวลชนเสื้อแดง” ในเครือข่าย นปช. ว่ามีจุดมุ่งหมายในการ “ล้มเจ้า”  ;  การโฆษณาชวนเชื่อแบบ “เอาดีใส่ตัว” ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจหนุนหลัง รวมทั้งกลุ่มผู้นำกองทัพที่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลดังกล่าวเป็นผู้จงรักภักดี   และการโฆษณาชวนเชื่อแบบ “เอาชั่วใส่ผู้อื่น” ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร,  แกนนำ นปช.,  และมวลชน “คนเสื้อแดง” มีเจตนา “ล้มเจ้า”  จะหย่อนประสิทธิภาพลงมากในปี ๒๕๕๓  ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องเป็นการลดทอนความเข้มแข็งใน “พลัง” ของเครือข่ายรัฐประหารและผลักดันการเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ ไปสู่ “ทางตัน” มากขึ้นเมื่อพิจารณาจากจุดยืนผลประโยชน์ของเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙

รัฐธรรมนูญ  ๒๕๕๐ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอาจยังคงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินมาตรการทางรัฐสภาของพรรคฝ่ายค้าน ขณะที่ยังจะถูกใช้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในการสืบทอดอำนาจและต่อสู้กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในปี ๒๕๕๓ แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการจัดการชุมนุมประชาชนและการใช้สิทธิทางการเมืองของแนวร่วมมวลชน นปช. ในปี ๒๕๕๓ แต่ประการใด  ดังนั้น, รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แม้ว่าจะสามารถถูกใช้เป็น “เครื่องมือสืบทอดอำนาจทางการเมือง” ให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจหลังการรัฐประหารได้ในทางปฏิบัติ   แต่รัฐธรรมนูญแบบคณาธิปไตยฉบับดังกล่าวก็ไม่สามารถจะเป็น “เครื่องมือต่อต้านการชุมนุม” ที่มวลชน นปช. จะดำเนินการต่อไปได้    ขณะที่ “ฝ่าย” ตรงข้ามกับมวลชน นปช. จะคาดหวังหรือแม้แต่อาจพยายามสร้างสถานการณ์ให้การชุมนุมประชาชนในเครือข่าย นปช. มีการกระทำอันเข้าข่ายเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร (ความผิดฐานเป็นกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ และความผิดที่เกี่ยวพันกันตามมาตรา ๑๑๔ ถึง ๑๑๘)   แต่การเรียนรู้จากประสบการณ์และการศึกษาข้อกฎหมายภายในแวดวงแกนนำ นปช. รวมทั้งการเผยแพร่เรียนรู้สู่มวลชน นปช. ตามโครงการ “โรงเรียน นปช.” ตลอดปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมาจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการกระทำผิดดังกล่าว หรือช่วยลดความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการแทรกแซงที่สามารถควบคุมได้ยากในการดำเนินกระบวนการมวลชนประชาธิปไตย

การเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ ไม่ใช่ “การเมืองที่ดี” ในทัศนะและจุดยืนผลประโยชน์ของเครือข่ายระบอบคณาธิปไตย  แต่จะเป็น “การเมืองที่ปั่นป่วนวุ่นวาย” ซึ่งเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙, พรรคประชาธิปัตย์, และเครือข่ายอำนาจการเมืองหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙ รวมทั้ง “สำนักโพล” ที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งพยายาม “เรียกร้อง”  ให้ประชาชนยุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *