Categories
Uncategorized

ประชาชนวิเคราะห์ข่าว SWF ความร่วมมือระหว่างคลังหลวง VS คลังประชาชน

ย้อนอดีตความพยายามตั้ง กองทุนความมั่งคั่งแห่งประเทศไทย (Thailand Investment Corporation)

บทความ รู้จักกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ตอบโจทย์ทิศทางประเทศไทย โดย ธิติ สุวรรณทัต ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ 22 สิงหาคม 2554 ได้เล่าประวัติความพยายามในการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศ ไทย ไว้ดังนี้

แนวคิดที่จะจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund : SWF ) ของประเทศไทยเริ่มก่อตัวเป็นรูปธรรมเมื่อสักประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว คือช่วงปี 2549-2550 ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ก่อนที่วิกฤติซับไพรม์จะปะทุขึ้นที่สหรัฐในปี 2551 ในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ SWFs จากประเทศต่างๆ กำลังผงาดขึ้นมาเป็นตัวละครที่สำคัญและมีบทบาทมากในระบบเศรษฐกิจการเงินโลก

แต่ภายหลังจากที่วิกฤตการณ์ซับไพรม์ในสหรัฐลุกลามไปเป็นวิกฤติการเงินโลก ความเคลื่อนไหวของบรรดา SWFs ทั้งหลายก็เงียบไประยะหนึ่ง เพราะความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก อันเนื่องมาจากวิกฤติการเงินโลกที่อุบัติขึ้นในตอนนั้น

ในวันที่ 3 มี.ค.2552 คณะรัฐมนตรี (รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้มีมติรับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ เรื่องการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย โดยใช้ชื่อว่า “บรรษัทบริหารจัดการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย” หรือ Thailand Investment Corporation (TIC) เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย

ในเบื้องต้น สภาที่ปรึกษาฯเสนอว่า รัฐบาลจะต้องจัดสรรเงินทุนประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินทุนประมาณร้อยละ 10 ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (ในช่วงเดือน ม.ค.2552 ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองอยู่ที่ประมาณ 1.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ ณ ปัจจุบัน เดือน ก.ค.2554 มีประมาณ 1.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) และในอนาคตถ้าหากประเทศไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการส่งออกก็สามารถนำเอาราย ได้ส่วนเกินตรงนั้นเข้ามาสมทบในกองทุนเพิ่มเติมก็ได้

นอกจากนั้น สภาที่ปรึกษาฯยังได้เสนอรูปแบบของการบริหารองค์กร TIC หรือ บรรษัทบริหารจัดการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแล TIC ที่ต้องได้รับการสรรหาอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากลและปราศจากการแทรกแซงจาก ฝ่ายการเมือง พร้อมกับให้มี “คณะกรรมการนโยบายการลงทุน” และ “คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง” เพื่อจัดทำนโยบายการลงทุนและนโยบายการบริหารความเสี่ยงเสนอให้คณะกรรมการ กำกับการดูแล TIC พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินงานต่อไป

ส่วนคณะผู้บริหาร TIC นั้น สภาที่ปรึกษาฯ เพียงเสนอแนะไว้กว้างๆ ว่า “คณะผู้บริหารจะต้องเป็นทีมงานมืออาชีพที่มีความสามารถและประสบการณ์การ บริหารกองทุนและการบริหารความเสี่ยงดีเยี่ยม”

สำหรับการบริหารเงินทุนนั้น สภาที่ปรึกษาฯ เสนอว่าควรเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) ในต่างประเทศเท่านั้น และผลประโยชน์หรือผลตอบแทนจากการบริหารจัดการลงทุนนอกจากเก็บเป็นเงินทุน สำรองระหว่างประเทศเพิ่มเติมแล้ว ก็อาจนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ได้เป็นบางส่วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งสภาที่ปรึกษาฯ เสนอให้มีการตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานของบรรษัทบริหารจัดการกอง ทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย พร้อมกับต้องมีการบัญญัติบทลงโทษคณะกรรมการ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานต่างๆ ของ TIC ให้ชัดเจนเพื่อสามารถนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาได้ในกรณีที่มีการบริหารกองทุน อันไม่โปร่งใส นำไปสู่ผลการดำเนินงานที่ผิดพลาด ขาดทุน หรือทำให้กองทุนเสียผลประโยชน์

‘ธีระชัย’ เริ่มดันแผนตั้งกองทุนเต็มตัว

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 นายธีระชัยได้ฝากการบ้านใหญ่ 4 ข้อ ให้ ธปท. ไปหาคำตอบและเสนอกลับมาภายใน 1 เดือน (ไทยรัฐ)

  1. ปัญหาภาระหนี้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund – FIDF) ที่ ธปท. เป็นคนดูแล และมีการแบ่งส่วนรับผิดชอบโดย ธปท. ชำระเงินต้น ส่วน ก.คลัง ชำระดอกเบี้ย แต่ที่ผ่านมา ก. คลัง ชำระดอกเบี้ยไปมากแล้ว ในขณะที่เงินต้นในภาระของ ธปท. ยังชำระไปไม่เยอะนัก
  2. การออกตั๋วแลกเงิน (B/E) ของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ออกเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก เพราะเป็นการกู้เงินจากประชาชนแบบอ้อมๆ จึงต้องหาวิธีกำกับดูแล โดยนายธีระชัยเสนอให้โอนความรับผิดชอบให้กับ ก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแล
  3. การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยมอบหมายให้ ธปท. ไปพิจารณาความเหมาะสม โดย ก.คลัง เสนอให้นำทุนสำรองเงินตราต่างประเทศบางส่วนแยกออกมาเป็นอีกบัญชี และออกกฎหมายรับรองสถานะของกองทุน
  4. กรอบเงินเฟ้อปี 2555 โดย ธปท. และ ก.คลัง จะต้องทำให้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2554

วันถัดมาคือ 1 กันยายน 2554 นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบาย 4 ข้อจาก รมว. คลัง ว่าจะรับไปศึกษา แต่จะต้องหารือกับคณะผู้บริหารของ ธปท. และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน โดยกรณีของการตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ จะต้องหารือกับคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ซึ่งเป็นผู้ดูแลงบดุลของ ธปท. ก่อน (ไทยรัฐ)

นอกจากความเคลื่อนไหวในฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว วันถัดมาคือ 2 กันยายน 2554 ได้มีผู้บริหารจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศ 2 แห่งคือ ธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เข้าพบนายธีระชัย ในโอกาสที่รับตำแหน่ง รมว.คลัง

นายธีระชัยได้เสนอประเด็นแก่ธนาคารโลกหลายอย่าง โดยขอให้ธนาคารโลกช่วยศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนความมั่งคังของประเทศไทย ด้วย และชวนให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย เข้ามาช่วยตั้งกองทุนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทย ที่จะเริ่มในเร็วๆ นี้ (โพสต์ทูเดย์)

ผู้เชี่ยวชาญ หนุนตั้งกองทุนความมั่งคั่ง แต่ต้องกำหนดเกณฑ์ให้ชัด

ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการเงิน ต่างออกมาในทิศทางที่สนับสนุนการตั้งกองทุนความมั่งคั่งของประเทศไทย เพียงแต่จะต้องระมัดระวังในเรื่องกฎเกณฑ์ให้รัดกุม และไม่เปิดโอกาสให้บุคคลบางกลุ่มนำเงินกองทุน (ซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านบาท) ไปหาประโยชน์ส่วนตัวได้

ในการสัมภาษณ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท., อดีต รมว.คลัง และอดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ให้ความเห็นเรื่องนี้กับ SIU ว่า

ถาม: เงินทุนสำรอง (reserve) ตอนนี้สูงมาก จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า

ทั่วโลกเป็นแบบนี้หมด ผมพยายามติดตามดูนะ และยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร เหมือนกับเงินออมในครอบครัว ถ้าดูแลดีๆ ก็ไม่มีน่าจะมีปัญหาอะไร ฝั่งเอเชียก็ดูแลดี ไม่ให้เงินทุนสำรองมาทำให้ค่าเปลี่ยนจนมีปัญหาทางการค้า ความสามารถในการหารายได้ยังมี เงินสะสมยังอยู่ ผมไม่เห็นว่าการมีมากไปจะมีปัญหาอะไร

เรื่องดอลลาร์ค่าตกเป็นปัญหาของสหรัฐ ไม่ใช่ปัญหาของประเทศอื่น ต่อให้ค่าของ reserve ลดลงประเทศไทยก็ไม่ได้ ขึ้นกับประสิทธิภาพในการผลิต

ส่วนไอเดียเรื่อง Sovereign Wealth Fund เป็นไอเดียแบบของสิงคโปร์ ทำได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ต้องออกกฎหมายให้ชัด แยกให้ชัดเจนว่าเป็นส่วนไหน ห้ามไปแตะส่วนที่เหลือ ไม่ใช่ไปดึงมาจาก reserve ตลอดเวลา

ประเด็นอยู่ที่ว่าใครทำ ต้องระวังไม่ให้หาประโยชน์เข้าตัวเอง เข้านักการเมือง เพราะเงินกองทุนมันหาประโยชน์ได้ มีเงินมากขนาดนั้น สมมติ 90,000 ล้านเหรียญ โอ้โห อำนาจมันมหาศาลเลยนะ นี่คือสิ่งที่ต้องระวัง

ด้านนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เขียนบทความ ถึงเวลาจัดตั้งกองทุน บริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐหรือยัง ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 และ 7 กันยายน 2552

เมื่อไรควรจะมีการตั้งกองทุนนี้ขึ้น? ในความเป็นจริงแล้วรัฐควรจะสำรวจงบดุลของประเทศว่ามีสินทรัพย์เท่าใด ทั้งนี้รวมถึงสินทรัพย์ในดิน (เช่น ก๊าซ น้ำมัน แร่) และสินทรัพย์ในอนาคต คือ รายได้จากภาษีด้วย และสำรวจหนี้สินว่ามีเท่าใด  ก่อนที่จะจัดแบ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์เพื่อบริหาร โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน

มีข้อสังเกตว่า รัฐจะมองการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งแบบเฉพาะกิจ และมักจะคิดตั้งกองทุนขึ้นมาเมื่อดุลการชำระเงินเป็นบวกมากๆ หรือเวลามีฐานะการคลังเป็นบวกมากๆ  หลายครั้งที่มีการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งของรัฐ หลังจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (ที่ส่งออก) เพิ่มขึ้นมาก เช่น ในช่วงทศวรรษ 1970 และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แสดงว่า รัฐจะพร้อมที่จะรับความ เสี่ยงมากขึ้น เฉพาะเมื่อสินทรัพย์มีมากพอถึงจุดที่รัฐเห็นว่ามีเหลือเฟือเท่านั้น  ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า จุดไหนจึงเหมาะสม?

ผู้เขียนให้ความเห็นว่า จุดเหมาะสมนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาล โดยมีข้อควรคำนึงคือมีเงินทุนสำรองเพียงพอแล้วหรือยัง และจะนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้ไหม

ประการแรก เงินทุนสำรองต้องเพียงพอต่อการดูแลเศรษฐกิจให้หมุนเวียนไปอย่างไม่ติดขัด และสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่  ต้องดูแลป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติด้วย หากมองจากแนวคิดนี้ ก็จะดูแลให้มีอัตราส่วนของเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพียงพอต่อการจ่าย คืนหนี้ต่างประเทศระยะสั้น คือหนี้ที่ครบกำหนดในหนึ่งปี

http://www.siamintelligence.com/sovereign-wealth-fund/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *