Categories
Uncategorized

อ.วรพล พรหมิกบุตร ข้อเสนอสมานฉันท์จากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและ นปช. ไม่ใช่เรื่อง “ส่วนตัว” โดยแท้

ข้อเสนอสมานฉันท์จากพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตรและ นปช. ไม่ใช่เรื่อง “ส่วนตัว” โดยแท้

รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล  พรหมิกบุตร

(นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี)

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ ๓ ของเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒  ตัวแทนและที่ปรึกษาทางกฎหมายของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ  ชินวัตร (ดร. นพดล  ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคพลังประชาชน พ.ศ. ๒๕๕๑) ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อเสนอวิธียุติความขัดแย้งทางการเมืองของไทยตามความเห็นของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ  ชินวัตร ว่าสามารถทำได้โดยการเจรจาประนีประนอมให้มีผลทางปฏิบัติ ๓ เรื่อง คือ (๑) ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาบังคับใช้ (๒) ยุบสภา และ (๓) จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ; ในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวแทน “นปช.” (คุณ จตุพร  พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย) แถลงต่อสื่อมวลชนถึงแนวทางการสมานฉันท์ทางการเมืองคล้ายคลึงกันข้างต้น โดยกล่าวย้ำว่าควรจะต้องมีการทำสัตยาบันจากทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันว่าจะเคารพผลการเลือกตั้งทั่วไปภายหลังการนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาใช้ และภายหลังการยุบสภาข้างต้น

                หลังจากสื่อมวลชนไทยเผยแพร่ข้อเสนอแนวทางการเจรจาสมานฉันท์ข้างต้น  แกนนำบริหารรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ  เทือสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง) รวมทั้งคณะทำงานใกล้ชิด เช่น นายเทพไท  เสนพงศ์   ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแสดงการคัดค้าน[1]  ตอบโต้  และกระแนะกระแหนข้อเสนอจากพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ  ชินวัตร  เช่น  นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่าแปลกใจที่พ.ต.ท. ทักษิณ เคยนั่งหัวโต๊ะที่ประชุมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่บัดนี้เสนอให้นำรัฐธรรมนูญ  ๒๕๔๐ กลับมาใช้

                อย่างไรก็ตาม ประเด็นการคัดค้านและการแถลงตอบโต้ข้อเสนอแนวทางสมานฉันท์จาก พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร ที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ยังคงพยายามตอกย้ำให้สื่อมวลชนไทยนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนไทยอย่างต่อเนื่องเสมอมา ได้แก่ ข้อกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร (รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมมวลชนของ “นปช.” ตลอดเวลาที่ผ่านมา) เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของ “คน ๆ เดียว” คือ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของ พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร  (การตอกย้ำครั้งล่าสุดในกรณีนี้ ได้แก่ คำให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ที่อ้างว่าพ.ต.ท. ทักษิณ ต้องการสถานะเดิมคืนมา  ต้องการเงินที่ถูกยึดไปคืนมา  และไม่ต้องการรับโทษจำคุก  ซึ่งเป็นความต้องการอยู่เหนือกฎหมาย)

                สาธารณชนไทยจำนวนหนึ่งที่เคย “เชื่อ” หรือคล้อยตาม  หรือแม้แต่เพียงแค่ระแวงสงสัยว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมมวลชนของ นปช. ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นการกระทำ “เพื่อพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร”  หรือเป็นการกระทำ “เพื่อคน ๆ เดียว”  (ตามที่มีการตอกย้ำ  กระทบกระเทียบเปรียบเปรย  และวิพากษ์วิจารณ์จากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายกลุ่มอำนาจรวมทั้งสื่อมวลชนพวกพ้อง)  สามารถตรวจสอบความจริงความเท็จเรื่องนี้ได้อีกครั้งโดยพิจารณาที่ “สาระเนื้อหา” ของข้อเสนอสมานฉันท์จากพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร (และพวกพ้อง)  กล่าวคือ (๑) นำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาใช้แทนรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐  (๒)  ยุบสภา  (๓) จัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

                ไม่มีสาระเนื้อหาข้อใดในข้อเสนอสมานฉันท์ ๓ ประการข้างต้นเลยที่เป็นข้อเสนอให้กระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร ;   ในทางตรงข้าม, ข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อ ล้วนเกี่ยวข้องกับการมีส่วนได้เสียของสาธารณชนไทยโดยส่วนรวมทั้งสิ้น  เช่น  การใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งย่อมมีผลบังคับครอบคลุมคนไทยทั้งประเทศ  ไม่ใช่ผูกพันกับเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องเฉพาะรายของ “คน ๆ เดียว” ตามที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามคัดค้านการนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาใช้  ด้วยการให้สัมภาษณ์ตอกย้ำว่าการใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ของ “พ.ต.ท. ทักษิณคนเดียว” ;    การยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ก็เป็นการดำเนินการทางการเมืองสาธารณะ  กล่าวคือ  เป็นการดำเนินกิจกรรมสาธารณะ (public  affairs) ที่เกี่ยวข้องไม่เฉพาะกับประโยชน์ได้เสียของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  แต่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียของประชาชนส่วนรวมทั้งประเทศ

            วันนี้  หากคนไทยรายใดยัง เชื่อ”  หรือแม้แต่ยังคลางแคลงใจว่าข้อเสนอสมานฉันท์จาก พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร และ นปช. ๓ ประการข้างต้น  เป็น ข้อเสนอการเจรจาเพื่อประโยชน์ของ “คน ๆ เดียว”  ตามที่พรรคประชาธิปัตย์และสื่อมวลชนพวกพ้องพยายามประโคมในหนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์  และเว็ปไซต์ต่าง ๆ ในเครือข่าย ,  คนไทยคนนั้นอย่างน้อยควรจะต้องตรวจสอบตนเองด้วยว่าได้ “ทำหน้าที่” ตามความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อประโยชน์ของคนไทยโดยส่วนรวม “เพียงพอ” แล้วหรือยังในฐานะที่เกิดมาเป็นคนไทยในแผ่นดินนี้คนหนึ่ง

Categories
Uncategorized

อ.วรพล พรหมิกบุตร การเมืองไทย ๒๕๕๓ : ทางตันของคณะรัฐประหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์

การเมืองไทย ๒๕๕๓ : ทางตันของคณะรัฐประหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์

รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล  พรหมิกบุตร

(นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี)

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มกราคม  ๒๕๕๓

๑. ภูมิหลังปัญหาและความต่อเนื่องของความขัดแย้ง

                                การรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ มีวัตถุประสงค์ในการกำจัดการเมืองระบอบประชาธิปไตย เพื่อหวนคืนสู่การเมืองระบอบคณาธิปไตยโดยใช้รัฐสภาที่มีเครือข่ายคณะรัฐประหารในกองทัพและผู้ร่วมผลประโยชน์ภายนอกกองทัพ (ดังปรากฏบทบาทและตัวตนของบุคคลรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ หลากหลายวิชาชีพในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา) ร่วมกันสืบทอดอำนาจปกครองโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และกฎหมายอื่นทั้งที่มีอยู่แล้วและที่บัญญัติขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะสำหรับการสืบทอดอำนาจภายในเครือข่ายคณะรัฐประหาร (รวมทั้งการกำจัดปรปักษ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย)

                                วิธีการหวนคืนสู่ระบอบคณาธิปไตยและสืบทอดอำนาจการเมืองการปกครองของเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ กระทำเป็นกระบวนวิธีมีลำดับขั้นตอนโดย (๑) การยึดอำนาจการเมืองด้วยกำลังในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  ซึ่งเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ แต่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเอง (๒) การจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร (๓)  การมอบหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารเขียนบทบัญญัติทางกฎหมายกำหนดขั้นตอน ซ่อนวิธีการสืบทอดอำนาจและการควบคุมการเมืองการปกครองในรัฐสภาโดยใช้กฏหมายหรือนิติวิธี  สืบเนื่องต่อจากช่วงเวลาที่ต้องควบคุมด้วยกำลังอาวุธ (ได้แก่ บทบัญญัติว่าด้วยวุฒิสภา,  บทบัญญัติว่าด้วยการสรรหาองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ, และบทเฉพาะกาลเป็นสำคัญ) เครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ กระทำการตามขั้นตอนกระบวนวิธีเหล่านี้สำเร็จระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

                               ท่ามกลางความสำเร็จดังกล่าว  เครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ ประสบความล้มเหลวในเบื้องต้น (ทั้ง ๆ ที่ใช้ทุนสาธารณะของประชาชนไปเป็นจำนวนมากรวมทั้งออกคำสั่งบังคับใช้บุคคลากรของกองทัพเป็นเครื่องมือสนับสนุนความพยายามของตนเอง)  คือ ความล้มเหลวของเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ในการขัดขวางไม่ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกพรรคพลังประชาชน (พรรคการเมืองที่เอกสารทางทหารจากสำนักงานของคณะรัฐประหารในปี ๒๕๕๐ ระบุว่าเป็น “กลุ่มอำนาจเก่า” สืบแทนพรรคไทยรักไทย) เป็นผู้แทนราษฎรในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐  และความล้มเหลวต่อเนื่องที่ไม่สามารถขัดขวางพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้สำเร็จเมื่อต้นปี ๒๕๕๑

                                หลังจากนั้นตลอดปี ๒๕๕๑ เครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ จึงต้องตกอยู่ในสภาพ “แบ่งงานกันทำ” (และประสานงานกันบางส่วน) ในการขัดขวางสร้างอุปสรรคไม่ให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนบริหารประเทศได้โดยสะดวก  เช่น  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ชื่อจัดตั้งตนเองที่ไม่สอดคล้องกับอุดมการจริง) ใช้กำลังบุกทำลายทรัพย์สินของสถานีโทรทัศน์ของรัฐในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์,   ใช้กำลังบุกยึดทำเนียบรัฐบาล,   ใช้กำลังบุกยึดสนามบิน  ;   ผู้นำกองทัพและข้าราชการประจำที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากกลุ่มผู้ใช้กำลังและอาวุธกระทำการอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเมืองภายในประเทศดังกล่าวตอบสนองคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคพลังประชาชนด้วยการอิดเอื้อน รีรอ รวมทั้งบางส่วนแสดงท่าทีสนับสนุนแกนนำพันธมิตรฯ และแถลงคล้อยตามการอ้างสิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ  ;   องค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญดำเนินงานประสานกันนำไปสู่การทำคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีสมัคร  สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนพ้นจากตำแหน่ง  และดำเนินการต่อมาให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนในต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๑  เป็นค้น

                               พรรคประชาธิปัตย์ประสบความสำเร็จเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ โดยมีนายทหารจากเครือข่ายแกนนำกองทัพประสานงานสนับสนุนร่วมกับนักการเมืองย้ายพรรคจำนวนหนึ่ง  พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาลท่ามกลางสภาพปัญหาความขัดแย้งต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า ๑ ปี  ดำรงตำแหน่งท่ามกลางความขัดแย้งยาวนานกว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่เป็นปฏิปักษ์กับเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙   

                                แกนนำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้รับ “การรับรอง” ความเหมาะสมจากพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกที่นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ขณะเดียวกันพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ก็มักปรากฏกายแถลง ความเห็นทางการเมืองและเรื่องหลักการทั่วไป (คล้ายวิธีแสดงความเห็นเชิงหลักการของนายชวน  หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) ต่อสื่อมวลชนโดยมีนายทหารระดับแกนนำกองทัพรวมทั้งแกนนำคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ เช่นพลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา แวดล้อมพลเอกเปรมในขณะแถลงความเห็นผ่านสื่อมวลชน     ดังนั้น สาธารณชนไทยในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาจึงเกิด “ความกระจ่างชัด” ขึ้นตามลำดับว่าความร่วมมือทางการเมืองระหว่างอดีตผู้นำกองทัพ, ผู้นำกองทัพในปัจจุบัน,  และพรรคประชาธิปัตย์ (รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่ปรากฏตัวตนเข้าร่วมสนับสนุนเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา) เป็นความร่วมมือกันของเครือข่ายบุคคลในกลุ่ม                                                         หรือ “ฝ่าย” ที่เป็นปฏิปักษ์กับนักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยก่อนการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ (นักการเมืองที่มีพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นแกนนำ)  

ความกระจ่างชัดดังกล่าวได้พัฒนาเกินเลยจุดที่บรรดาผู้นำเครือข่ายรัฐประหารทั้งในและนอกกองทัพ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์สามารถจะปกปิดหรือกลบเกลื่อนความร่วมมือทางการเมืองระหว่างกันต่อไปได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อต่อสาธารณชนวงกว้าง  (ตัวอย่างเช่น คำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยใช้โน้มน้าวประชาชนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่าพรรคของตนเป็นพรรคการเมืองที่ “ต่อสู้เผด็จการ” จะมีคนเชื่อถือน้อยลงตามลำดับ ; คำแถลงส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีบางท่านที่พยายามฟื้นฟูความน่าเชื่อถือทางการเมืองให้พลเอกเปรมผู้ก้าวล่วงเข้าไปเป็น “ฝ่าย” ทางการเมืองในความขัดแย้งดังกล่าว เช่น คำแถลงว่า “องคมนตรีเป็นกลาง” จะมีสาธารณชนจำนวนมากรับรู้เพียงว่าหลักการต้องเป็นกลางแต่ทางปฏิบัติไม่เป็นจริงเช่นนั้น)   ความกระจ่างชัดดังกล่าวเป็นผลกระทบลูกโซ่ที่เกิดขึ้นจากการกระทำต่าง ๆ ของแกนนำเครือข่ายรัฐประหารโดยเครือข่ายรัฐประหารดังกล่าวไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นแต่ขัดขวางมิให้ไม่เกิดขึ้นไม่ได้

นอกเหนือจากความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และการดำรงตำแหน่งท่ามกลางความขัดแย้งและการปฏิเสธของประชาชนวงกว้าง รวมทั้งประชาชนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่เป็นเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ มาเป็นเวลายาวนานถึง ๑ ปี   รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายผลประโยชน์ทางการเมืองประสบความสำเร็จในการเสนอญัตติให้รัฐสภาอนุมัติกฎหมายเงินกู้สาธารณะ ๒ ฉบับ วงเงินรวมทั้งสิ้น ๘ แสนล้านบาท   สาระสำคัญเป็นการออกกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลในการกู้เงินดังกล่าวมาใช้จ่ายตามโครงการและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและเครือข่าย   แต่ผลักภาระหนี้สินเป็นของประชาชน

                                ในต้นปี ๒๕๕๓ มีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะโฆษณาชวนเชื่อด้วย “ข่าวสารด้านเดียว” ว่าผลการบริหารของตนทำให้เศรษฐกิจเริ่ม “กระเตื้องขึ้น” ในช่วงไตรมาสท้ายของปี ๒๕๕๒ โดยใช้ตัวเลขเปรียบเทียบกับระดับจีดีพีไตรมาสท้ายของปี ๒๕๕๑ (ช่วงปลายรัฐบาลพรรคพลังประชาชนซึ่งเศรษฐกิจชะงักงันอย่างรุนแรง จากผลของการถูกก่อกวนทางการเมืองตลอดปี รวมทั้งการใช้กำลังบุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย)  แต่ก็มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นตามลำดับเช่นกันว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อาจพ้นจากตำแหน่งไปภายในปี ๒๕๕๓ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งต่อไปนอกจากจะไม่สามารถใช้อำนาจบริหารที่มีอยู่ตอบสนองผลประโยชน์ของเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ เพิ่มขึ้นมากนัก แล้วยังจะปรากฏ “ผลย้อนกลับทางการเมือง” ที่เป็นโทษมากขึ้นตามลำดับ ทั้งต่อสถานะทางการเมืองระยะยาวของพรรคประชาธิปัตย์เอง  และต่อสถานะของบุคคลและองค์กรในเครือข่ายรัฐประหาร ผลย้อนกลับที่เป็นโทษต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในเครือข่ายผลประโยชน์คณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ รวมทั้งต่อนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์บางคนเป็นโทษทางอาญา  ซึ่งในอนาคตอาจไม่สามารถอ้างมาตรา ๓๐๙ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐  เป็นเหตุให้พ้นผิดได้

๒. ทางตันของคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ และการต่อต้านการรัฐประหารครั้งใหม่

                                ในปี ๒๕๕๓ เครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ และพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเผชิญกับสภาพปัญหาความขัดแย้ง และการต่อสู้อย่างไม่ลดราวาศอกจากขบวนการภาคประชาชนเครือข่าย “นปช.” ที่มีแนวร่วมมวลชนทั่วประเทศสนับสนุน  เครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ที่หนุนหลังการจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะยิ่งถูกแนวร่วมประชาชนผลักดันให้ตกอยู่ในสภาพ “ทางตัน” ที่แม้ว่าจะสามารถใช้กลไกรัฐสภาและอำนาจนิติบัญญัติ  บริหาร  ตุลาการตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ รวมทั้งพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเป็นประโยชน์ในการดิ้นรนสืบทอดอำนาจให้พรรคประชาธิปัตย์  แต่ก็จะไม่สามารถควบคุมเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศตามต้องการ  ทั้งยังไม่สามารถดำเนินกระบวนวิธีจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์ (จากมาตรการเพิ่มภาษีและเงินกู้ภาครัฐ) เพิ่มเติมมากนัก นอกเหนือไปจากการคิดหาเทคนิคและความพยายามแนวทางใหม่ ๆ เพื่อใช้เงินกองทุนสาธารณะอื่น ๆ  รวมทั้งทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในธนาคารแห่งประเทศไทย   

                               การเผชิญหน้าท้าทายกับมวลชน นปช. ที่มีกลยุทธ์ยืดหยุ่นพลิกแพลงตอบโต้มาตรการของรัฐในการควบคุมหรือขัดขวางการชุมนุมประชาชนได้ตลอดเวลา (ทั้งในปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓)  จะยิ่งทำให้มาตรการต่าง ๆ ของเครือข่ายรัฐประหาร และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อ่อนล้าประสิทธิภาพลงยิ่งกว่าสภาพในปี ๒๕๕๒

                                แม้ว่าจะมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ หนุนหลังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจ   แต่การต่อสู้ทางการเมืองและความขัดแย้งต่อเนื่องทางการเมืองที่ผ่านมาทำให้เห็นว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์รวมทั้งบุคคลากรของกองทัพในเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ไม่สามารถกำจัด  ควบคุม  หรือปราบปรามแนวร่วมประชาชนเครือข่าย นปช. แม้ว่าจะได้ใช้ความพยายามแสนสาหัสตลอด ๓ ปีที่ผ่านมา (แม้แต่การขัดขวางไม่ให้พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตรเดินทางกลับออกไปนอกประเทศอีกครั้งในปี ๒๕๕๑ โดยพยายามใช้อำนาจตุลาการขณะที่พรรคพลังประชาชนยังเป็นแกนนำรัฐบาล  แต่กลุ่มอำนาจในเครือข่าย “ตุลาการภิวัตน์” ที่เป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท. ทักษิณและรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ก็ขัดขวางการเดินทางออกนอกประเทศครั้งดังกล่าวไม่สำเร็จ)   การดำรงอยู่ของความขัดแย้งและความสามารถในการยืนหยัดของแนวร่วมประชาชนทั่วประเทศ ในการท้าทายอำนาจบริหารของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี ๒๕๕๒ รวมทั้งการประกาศยกระดับการท้าทายทางการเมืองเพิ่มขึ้นในปี ๒๕๕๓  มีน้ำหนักเป็นข้อยืนยันที่ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับว่าคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ และเครือข่ายผู้สืบทอดอำนาจไม่สามารถ “กำราบ” ประชาชนให้ “นิ่ง” ทางการเมืองตามต้องการเพื่อความสะดวกของเครือข่ายรัฐประหารดังกล่าวในการครอบครองอำนาจ และจัดสรรผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์   ดังนั้นในปี ๒๕๕๓ จึงมีผู้คาดการณ์กันมากขึ้นว่าอาจเกิดการยึดอำนาจด้วยกำลังกองทัพอีกครั้งในฐานะที่เป็นวิธี “กำราบ” ขั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

                                การที่ผู้บัญชาการทหารบก (พลเอกอนุพงษ์  เหล่าจินดา) ออกตัวทางการเมืองอีกครั้งในช่วงปลายปี ๒๕๕๒ โดยแถลงต่อสาธารณชนให้ “ลืม” เรื่องการก่อรัฐประหารและการนองเลือดในปี ๒๕๕๓   แทนที่จะช่วยให้สาธารณชนคลายกังวลกลับมีผลให้สาธารณชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนเสื้อแดง” เกิดความตื่นตัว ระมัดระวัง และเตรียมการรับมือกับความพยายามของผู้นำกองทัพในการยึดอำนาจครั้งใหม่มากขึ้น โดยมีกรณีตัวอย่างการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  (ตามที่เรียกกันในแวดวงมวลชนหลายกลุ่มว่า “รัฐประหารทีเผลอ”) เป็นบทเรียน 

                                การปรากฏตัวของผู้นำกองทัพ,  ข้าราชการประจำระดับสูง,  และผู้นำวงการตุลาการจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมอวยพรปีใหม่พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ในช่วงปลายปี ๒๕๕๒  หากพิจารณาให้ละเอียดรอบด้านจะเห็นว่า “แนวร่วม” ของพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ มีเพียงกลุ่มคนในแวดวงจำกัดเพียงใด   และยังอาจเห็นได้ชัดเจนขึ้นด้วยว่ากลุ่มคนหลากหลายอาชีพของสังคมไทยปัจจุบันรวมทั้งอดีตผู้นำในกองทัพ  (แม้ว่าในอดีตจะเคยปรากฏตัว “เคียงข้าง” พลเอกเปรม) กำลังแสดงการปฏิเสธ  รวมทั้งอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักทางการเมืองเนื่องจากไม่แน่ใจในศักยภาพของการรัฐประหารอีกต่อไป

                                หากมีความพยายามยึดอำนาจโดยผู้นำกองทัพในปี ๒๕๕๓ (สภาพ “ทางตัน” ของเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ รวมทั้งแรงกดดันทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกรัฐสภาให้นำรัฐธรรมนูญ  ๒๕๔๐ กลับมาบังคับใช้แทนรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นปัจจัยกดดันเพิ่มน้ำหนักการตัดสินใจยึดอำนาจ)  การพยายามใช้กำลังยึดอำนาจดังกล่าวจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓   ขณะที่เครือข่ายมวลชน นปช. ทั่วประเทศในปัจจุบัน (และกลุ่มพลังเงียบประเมินจำนวนมิได้) มีศักยภาพการรวมตัว  การชุมนุม  และการต่อต้านกองกำลังทหารที่กระทำผิดทั้งทางอาญาและทางการเมืองอย่าง “ตาต่อตา  ฟันต่อฟัน”  และถูกต้องตามกฎหมายในฐานะประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกันตามรัฐธรรมนูญ

                               ในกรณีที่หากมีความพยายามยึดอำนาจโดยผู้นำกองทัพดังกล่าว  สภาวะ “การเมืองนองเลือด” จะเกิดขึ้นได้ต่อไป  โดยเป็นไปได้ทั้งสภาวะการเมืองนองเลือดแบบ “กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖”  หรืออาจเป็น “กรณี  ๖  ตุลาคม  ๒๕๑๙”  (ฝ่ายประชาธิปไตยต้องการกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  ขณะที่ฝ่ายคณาธิปไตยต้องการกรณี  ๖  ตุลาคม  ๒๕๑๙)     จนถึงปลายเดือนธันวาคม  ๒๕๕๒ สาธารณชนยังไม่เห็นรูปธรรมของการตกลงเจรจาคลี่คลายความขัดแย้ง  การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ที่มีวุฒิสภาเป็นแกนหลักผลักดัน  โดยพยายามเบี่ยงเบนไปเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เพียง ๒-๖ มาตราเพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารงานของรัฐบาลและเพื่อลดต้นทุนการหาเสียงแบบแบ่งเขตของพรรคการเมืองในอนาคต ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเด่นในช่วงปี ๒๕๕๒ ไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งที่ระดับโครงสร้างของปัญหา  แต่ยิ่งจะนำไปสู่การสะสมความขัดแย้งแบบเก็บกดระหว่าง ๒ ฝ่ายมากขึ้น    พัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งด้วย “การเจรจา” เท่าที่ปรากฏร่องรอยให้วิเคราะห์สรุปได้  คือ  ฝ่ายประชาธิปไตยเสนอจะยุติความเคลื่อนไหวในเครือข่ายมวลชนของตนหากมีการดำเนินการให้เป็นผล ๓ เรื่อง  ได้แก่  (๑) การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้วนำรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กลับมาบังคับใช้  (๒)  นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา  (๓)  จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปด้วยความยุติธรรมและเคารพกติกาประชาธิปไตย ;  ขณะที่ฝ่ายคณาธิปไตยไม่เสนอว่าตนจะยินยอมถอนตัวออกจากอำนาจควบคุมทางการเมืองอย่างไร แต่ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ข้อเสนอการเจรจาดังกล่าว (ผ่านการสนทนาระหว่างพลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์กับผู้สื่อข่าว, การให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธ์  เวชชาชีวะ,  และการให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ว่าต้องการให้อีกฝ่ายยุติการขัดขวางการทำงานของรัฐมนตรีที่เดินทางไปในพื้นที่,   ต้องการให้พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตรยุติการเคลื่อนไหวและกลับมารับโทษจำคุกในประเทศไทย,  และไม่ต้องการยกเลิกการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐

                                ดังนั้น  สภาวะการเมืองไทยในปลายปี ๒๕๕๒ จึงยังไม่ปรากฏรูปธรรมของ “การสมานฉันท์” เกิดขึ้นให้สังเกตเห็นได้จากข่าวสารข้อมูลที่สาธารณชนรับรู้  เนื่องจากแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งยังมีความต้องการสวนทางกัน คือ ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ “ระบอบอำมาตย์” ถอนตัวออกไปจากการควบคุมอำนาจการเมืองไทย  ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาสืบทอดอำนาจการปกครองโดยต้องการให้ประชาชนและกลุ่มพลังการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลปัจจุบัน “ยอมรับ” การสืบทอดอำนาจปกครองดังกล่าว

                                สภาวะการเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ จะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสภาพพื้นฐานข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่ายังมีความต่อเนื่องของความขัดแย้งจากภูมิหลังปัญหาข้างต้น

๓.    สถานะของประเทศในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก

ตลอดเวลากว่า ๓ ปีนับตั้งแต่คณะผู้นำกองทัพตัดสินใจก่อการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙,  สถานะทางการทูต  การเมือง  และเศรษฐกิจของประเทศไทยได้พัฒนาถดถอยตกต่ำลงตามลำดับ   รูปธรรมความถดถอยโดยองค์รวม ได้แก่ การที่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศของเครือข่ายสมาชิก “ประเทศประชาธิปไตยนานาชาติ” ในปี ๒๕๕๐,  รัฐบาลพรรคพลังประชาชนต้องตัดสินใจเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปี ๒๕๕๑   เนื่องจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองท่ามกลางการเคลื่อนไหวแบบใช้กำลังโดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย,  รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ แต่ต้องยุติการประชุมตั้งแต่ช่วงวันแรกท่ามกลางการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงโดยมวลชน นปช.,  รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนายกรัฐมนตรี  เกิดประเด็นโต้เถียงที่มิใช่การเจรจาทางการทูตแต่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทั้งในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ ๑๔ ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ และภายหลังการประชุมโดยมีสื่อมวลชนนานาชาติรับรู้และรายงานข่าวไปทั่วโลก,  ทั้งนี้นอกเหนือไปจากความถดถอยทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่ามาจากสาเหตุเศรษฐกิจโลกถดถอย โดยละเว้นที่จะแถลงถึงรายละเอียดผลกระทบความถดถอยที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมหรือถูกซ้ำเติมจากการก่อความวุ่นวายทางการเมืองโดยเครือข่ายผู้ต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชนตลอดปี ๒๕๕๑  เช่น การสูญเสียรายได้เงินตราต่างประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ตัดสินใจยกเลิกหรืองดเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ช่วงความวุ่นวายในปีดังกล่าว  เป็นต้น

                                ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ของเครือข่ายรัฐประหารคณาธิปไตย ๒๕๔๙ กับปวงชนชาวไทยและประชาคมโลก  คือ  ปวงชนชาวไทยในปัจจุบันตกอยู่ภายใต้การบังคับของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ขณะที่ประชาคมโลก (เช่น กรณีประเทศกัมพูชา เป็นต้น) นอกเหนือไปจากการไม่ตกอยู่ภายในบังคับของรัฐธรรมนูญไทยดังกล่าวแล้ว ยังไม่ตกอยู่ภายในบังคับของข้อตกลงแบบ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ที่รัฐบาลไทยจะเข้าไปมีอำนาจการบริหารหรืออำนาจตุลาการซ้อนทับเหนืออำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นในประชาคมโลกไม่ได้   ตัวอย่างความพยายามของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย  (เช่น ความพยายามในการแถลงเรียกร้องกดดันรัฐบาลกัมพูชาและนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้ดำเนินการคล้อยตามความต้องการของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ด้วยการส่งมอบตัวพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการลงโทษต่อไป ทั้งนี้โดยอ้างว่ารัฐบาลกัมพูชากำลังละเมิดกระบวนการยุติธรรมของไทยและฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน,  การเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลกัมพูชายกเลิกการแต่งตั้งพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตรเป็นที่ปรึกษาพิเศษทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินมาตรการกดดันต่อเนื่องด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา ฯลฯ)  เป็นความพยายามที่ประสบความล้มเหลวและยิ่งสะท้อนถึง “ความถดถอยตกต่ำ” ของประเทศไทยภายใต้อำนาจบริหารของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙

                               การฟื้นฟูสถานะและความน่าเชื่อถือของอำนาจรัฐไทยภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในทางการทูต  การเมือง  และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะเป็นภาระงานที่ยากจะประสบผลสำเร็จคืบหน้ามากนักในปี ๒๕๕๓  โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเกิด “กรณีปัญหามาบตาพุด ๒๕๕๒” ที่ทำให้ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น) ลดลงทั้งในประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นในการเป็นประเทศเศรษฐกิจเสรีตามกติกาสากลและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมในศาลไทย (ประเด็นตัวอย่างรูปธรรม ที่สามารถบ่งชี้ความไม่น่าเชื่อถือของผู้ครองอำนาจรัฐไทยปัจจุบัน ในสายตานักลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ กรณีที่กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ใช้ “ระบบอนุญาโตตุลาการ” ในการตัดสินกรณีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินโครงการทางเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจเอกชนทำสัญญากับรัฐ  รวมทั้งคัดค้านการใช้ “ศาล” ของไทยเป็นเครื่องมือวินิจฉัยข้อพิพาทในโครงการทางเศรษฐกิจดังกล่าว ตามแนวทางที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนให้ใช้ดำเนินการแทนระบบอนุญาโตตุลาการ)

                                สภาวะความตกต่ำถดถอยในสถานะของประเทศทั้งทางการทูต  การเมือง  และเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สะสมเป็น “ทุนติดลบ” พอกพูนตามลำดับตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙  เป็นส่วนหนึ่งของ “ปัจจัยต้านทาน” การตัดสินใจก่อการยึดอำนาจครั้งใหม่  เนื่องจากคณะผู้วางแผนหรือคิดเตรียมการยึดอำนาจครั้งใหม่ประเมินได้ว่า แม้กลุ่มตนอาจประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจครั้งใหม่ (ไม่ว่าจะเป็นการยึดอำนาจแล้วเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี  หรือยึดอำนาจโดยใช้นายกรัฐมนตรีคนเดิม) แต่โอกาสในการแสวงหา “ส่วนต่างผลประโยชน์แห่งชาติ” รวมทั้งปริมาณส่วนต่างผลประโยชน์ที่กลุ่มตนจะแสวงหาได้ โดยใช้อำนาจรัฐภายหลังการยึดอำนาจ จะยิ่งจำกัดแคบลงกว่าสภาพการณ์ในปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๒  ความพยายามเชื้อเชิญนักลงทุนจากต่างประเทศให้กลับเข้าร่วมลงทุนเพื่อสร้างหรือเพิ่มพูน “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ให้รัฐบาลไทยใช้บริโภค จัดสรร และดำเนินการต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจการเมืองภายหลังการการยึดอำนาจครั้งใหม่ จะเป็นความพยายามที่แกนนำคณะรัฐประหารเองไม่มั่นใจในผลสัมฤทธิ์ทางปฏิบัติ แม้ว่าคณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในเครือข่ายคณะรัฐประหารจะยืนยันว่าระบบเศรษฐกิจของไทยยังเข้มแข็งและ “น่าลงทุน” สำหรับนักลงทุนจากต่างประเทศ

                                ตลอดปี ๒๕๕๒ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ถูก “ต้อน” หรือถูกกดดันให้ตัดสินใจดำเนินมาตรการทางการเมือง ที่ผลสัมฤทธิ์ส่วนใหญ่กลายเป็นการผลักดันทางการเมืองให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ เคลื่อนเข้าสู่ “ทางตัน” ของกลุ่มตนตามลำดับ  ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินมาตรการทางการเมืองภายในประเทศ เช่น การประกาศใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติฯ ที่ไร้ผลเนื่องจาก นปช. สามารถพลิกแพลงยืดหยุ่นการนัดชุมนุมของตนได้ตลอดเวลา รวมทั้งมาตรการทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตภายหลังการเกิดกรณี “วิวาทะไทย- กัมพูชา ๒๕๕๒” ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับสมเด็จฮุนเซ็นในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ และความล้มเหลวในการพยายาม “ขจัด” ภัยทางอากาศโดยอาศัยพนักงานเอกชนในบริษัทธุรกิจสื่อสารข้ามชาติของไทย ช่วยตรวจสอบยืนยันข้อมูลเส้นทางการบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรซึ่งเดินทางเข้า – ออกประเทศกัมพูชาเมื่อปลายปี ๒๕๕๒ 

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๕๓ จะเผชิญกับสภาพปัญหาและ “ทางตัน” ที่ทำให้อาจไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องไปได้ถึง “ปีกระต่าย” (พ.ศ. ๒๕๕๔) ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อต้นปี ๒๕๕๓ ทั้งนี้, แม้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบันอาจกำหนดเป้าหมายการดำรงตำแหน่งให้ครบเวลาที่เหลืออยู่ของวาระสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน (อีกประมาณ ๒ ปี) ตามสถิติที่ผู้บริหารจัดการพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้เคยประสบความสำเร็จหลังจากการทำให้รัฐบาลพรรคความหวังใหม่และพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ พ้นจากตำแหน่งบริหารในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ (ด้วยยุทธวิธี “งูเห่าการเมือง” โดยอาศัยบริการทางการเมืองของนายวัฒนา  อัศวเหม หรือ “นักโทษชายวัฒนา  อัศวเหม” หากจะใช้คำเรียกตามมาตรฐานเดียวกับที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเรียกพ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร) แล้วใช้กลไกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ลงมติให้นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทนพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  ก่อนที่จะดำเนินนโยบาย “เงินกู้สาธารณะ” ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนภาระหนี้สินสถาบันการเงินทั้งระบบ คิดเป็นมูลค่ารวมหลายแสนล้านบาทให้ตกเป็นภาระหนี้สินสาธารณะของปวงชนชาวไทย

๔.    “พลัง” และอำนาจต่อรองของ “ฝ่าย” ที่ขัดแย้ง

รายละเอียดข้อเท็จจริงจากกระแสการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ท่ามกลางความต่อเนื่องของพลวัตความขัดแย้งตลอดเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมาทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นตามลำดับว่าแต่ละฝ่ายมี “จุดแข็ง” หรือความเข้มแข็งของ “ปัจจัยการต่อสู้” แตกต่างกัน

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจหนุนหลัง มีปัจจัยเข้มแข็งสูงสุดอยู่ใน “กำลังอาวุธของกองทัพ” ที่บุคคลากรในเครือข่ายอำนาจของตนสามารถครอบครองตำแหน่งบังคับบัญชาการสูงสุดอยู่ในปัจจุบัน   ขณะที่อีก “ฝ่าย” หนึ่งมีปัจจัยเข้มแข็งสูงสุดอยู่ใน “แนวร่วมประชาชน”  จำนวนมากมายยิ่งกว่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การต่อต้านอำนาจรัฐไทยทุกครั้งที่ผ่านมา (ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านโดยขบวนการที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด) ทั้งยังมีเครือข่ายแนวร่วมประชาชนแบบ “หลายศูนย์กลาง” นอกเหนือไปจากศูนย์กลางแกนนำ นปช. ที่กรุงเทพฯ ยังมีศูนย์กลางแนวร่วมมวลชน นปช. ในต่างจังหวัด  และศูนย์กลางแนวร่วมมวลชนที่ดำเนินงานเป็นเอกเทศแต่ผูกพันเป้าหมายทางการเมืองคล้ายคลึงกันกับ นปช. ทั้งในกรุงเทพฯ  ปริมณฑล  และต่างจังหวัด (ข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวนี้เป็นที่เปิดเผยรับรู้อย่างเป็นสาธารณะมาก่อนแล้ว  แต่บางกรณีถูกตีความคลาดเคลื่อน โดยสื่อมวลชนบางสำนักว่าเป็น“ความแตกแยก”ภายในกลุ่มคนเสื้อแดง  ขณะที่บางกรณีอาจมีการจัดตั้งกลุ่มมวลชน เพื่อแอบแฝงหรือปะปนแทรกซึมเข้าสู่กระบวนการคนเสื้อแดงโดยยุทธวิธีที่หน่วยงานในสังกัด“รัฐเผด็จการทหาร”ในอดีต เช่น กอรมน. และสภาความมั่นคงแห่งชาติเคยใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองยุค“สงครามเย็น”)   สภาวะการก่อตัวเพิ่มพูนเครือข่ายมวลชนต่อต้านการรัฐประหารแบบ“หลายศูนย์กลาง”ที่ดำเนินต่อเนื่องได้ตลอดเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๕๑ ที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีสมัคร  สุนทรเวชสามารถยืนหยัดดำรงตำแหน่งบริหารเอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของเครือข่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านการรัฐประหาร) เป็น “จุดแข็ง” ที่ทำให้อีก “ฝ่าย” ประสบความยากลำบากในการบั่นทอน และยากต่อการใช้กำลังอาวุธเข้ากวาดล้างปราบปรามแบบเบ็ดเสร็จ โดยอาศัยอำนาจรัฐที่ครองอยู่  แม้ว่าเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกันจะเคยดำเนิน “ยุทธการนำร่อง” ที่มุ่งหมายการฝึกปฏิบัติการด้วยวิธี “สนธิกำลังทหาร- ตำรวจ” เข้าตรวจค้น จับกุม และจู่โจมศูนย์กลางวิทยุชุมชนของเครือข่ายมวลชนในจังหวัดภาคเหนือมากกว่า ๑ ครั้งระหว่างปี ๒๕๕๒ แต่การประเมินผลเชิงยุทธการของการดำเนินปฏิบัติการทดสอบนำร่องดังกล่าวไม่เป็นที่เปิดเผย

ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๒  การโฆษณาชวนเชื่อของตัวแทนเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙ ว่าเป็น “ฝ่าย” ที่จงรักภักดีและทำงานรับใช้สถาบันเบื้องสูง (ชาติ  ศาสน์  กษัตริย์) ยังมีผลสัมฤทธิ์เป็น “พลัง” เกื้อหนุนการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายรัฐประหารและการจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์   แต่การอ้างสถาบันเบื้องสูงเป็น “เกราะกำบัง” เครือข่ายรัฐประหารและรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๕๓ จะลดประสิทธิภาพลง โดยสาธารณชนวงกว้างมากขึ้นจะเริ่มขาดความเชื่อถือในการโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวตามลำดับ ปรากฏการณ์เช่นนี้สังเกตเห็นได้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงกลางปี ๒๕๕๒ ;  ขณะเดียวกันกลุ่มมวลชนที่ปราศัยปลุกระดมแนวทางการต่อสู้ “โค่นล้มระบอบอำมาตย์” ด้วยการโน้มน้าวความคิดให้ประชาชนเชื่อใน “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอำมาตย์กับสถาบันกษัตริย์” จะได้รับการสนับสนุนจากมวลชนน้อยลงตามลำดับเช่นกัน สภาวะดังกล่าวจะยิ่งทำให้เครือข่ายรัฐประหารและรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ (รวมทั้งพรรคภูมิใจไทยผู้เป็นเจ้าของนโยบายกลุ่มพลัง “เสื้อสีน้ำเงิน”) ประสบความยากลำบากมากขึ้นในการอ้างใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวมวลชนที่ปราศัยอย่างเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันกษัตริย์ในการกล่าวหาแกนนำ นปช. และ “มวลชนเสื้อแดง” ในเครือข่าย นปช. ว่ามีจุดมุ่งหมายในการ “ล้มเจ้า”  ;  การโฆษณาชวนเชื่อแบบ “เอาดีใส่ตัว” ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจหนุนหลัง รวมทั้งกลุ่มผู้นำกองทัพที่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลดังกล่าวเป็นผู้จงรักภักดี   และการโฆษณาชวนเชื่อแบบ “เอาชั่วใส่ผู้อื่น” ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร,  แกนนำ นปช.,  และมวลชน “คนเสื้อแดง” มีเจตนา “ล้มเจ้า”  จะหย่อนประสิทธิภาพลงมากในปี ๒๕๕๓  ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องเป็นการลดทอนความเข้มแข็งใน “พลัง” ของเครือข่ายรัฐประหารและผลักดันการเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ ไปสู่ “ทางตัน” มากขึ้นเมื่อพิจารณาจากจุดยืนผลประโยชน์ของเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙

รัฐธรรมนูญ  ๒๕๕๐ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอาจยังคงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินมาตรการทางรัฐสภาของพรรคฝ่ายค้าน ขณะที่ยังจะถูกใช้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในการสืบทอดอำนาจและต่อสู้กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในปี ๒๕๕๓ แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการจัดการชุมนุมประชาชนและการใช้สิทธิทางการเมืองของแนวร่วมมวลชน นปช. ในปี ๒๕๕๓ แต่ประการใด  ดังนั้น, รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แม้ว่าจะสามารถถูกใช้เป็น “เครื่องมือสืบทอดอำนาจทางการเมือง” ให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำนาจหลังการรัฐประหารได้ในทางปฏิบัติ   แต่รัฐธรรมนูญแบบคณาธิปไตยฉบับดังกล่าวก็ไม่สามารถจะเป็น “เครื่องมือต่อต้านการชุมนุม” ที่มวลชน นปช. จะดำเนินการต่อไปได้    ขณะที่ “ฝ่าย” ตรงข้ามกับมวลชน นปช. จะคาดหวังหรือแม้แต่อาจพยายามสร้างสถานการณ์ให้การชุมนุมประชาชนในเครือข่าย นปช. มีการกระทำอันเข้าข่ายเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร (ความผิดฐานเป็นกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ และความผิดที่เกี่ยวพันกันตามมาตรา ๑๑๔ ถึง ๑๑๘)   แต่การเรียนรู้จากประสบการณ์และการศึกษาข้อกฎหมายภายในแวดวงแกนนำ นปช. รวมทั้งการเผยแพร่เรียนรู้สู่มวลชน นปช. ตามโครงการ “โรงเรียน นปช.” ตลอดปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมาจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการกระทำผิดดังกล่าว หรือช่วยลดความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการแทรกแซงที่สามารถควบคุมได้ยากในการดำเนินกระบวนการมวลชนประชาธิปไตย

การเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ ไม่ใช่ “การเมืองที่ดี” ในทัศนะและจุดยืนผลประโยชน์ของเครือข่ายระบอบคณาธิปไตย  แต่จะเป็น “การเมืองที่ปั่นป่วนวุ่นวาย” ซึ่งเครือข่ายรัฐประหาร ๒๕๔๙, พรรคประชาธิปัตย์, และเครือข่ายอำนาจการเมืองหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙ รวมทั้ง “สำนักโพล” ที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งพยายาม “เรียกร้อง”  ให้ประชาชนยุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง

Categories
Uncategorized

อ.วรพล พรหมิกบุตร ปลายทางความรุนแรง : หายนะคนเสื้อแดงและประชาธิปไตยไทย

ปลายทางความรุนแรง  :  หายนะคนเสื้อแดงและประชาธิปไตยไทย [i]

(ปลายทางสันติวิธี : จุดจบระบอบอำมาตย์และกลุ่มอำนาจการเมืองฉ้อฉล)

รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล  พรหมิกบุตร

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

        เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติศัพท์ไทยคำว่า “วิวัฒน์” เทียบเคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า “EVOLVE” (ดูหนังสือ “บัญญัติศัพท์ของคณะกรรมการบัญญัติศัพท์”, จัดพิมพ์โดยราชบัณฑิตยสถาน , พ.ศ. ๒๕๑๗)  แต่คำว่า “ปฏิวัติ” มีผู้ใช้ในภาษาไทยเทียบเคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า “REVOLUTION” มาก่อนปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว โดยผู้ใช้คำดังกล่าวท่านแรกน่าจะเป็นหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จากเนื้อหาปาฐกถา  ณ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รวมทั้งการใช้คำภาษาไทยว่า “รัฐประหาร” เทียบเคียงกับคำภาษาฝรั่งเศสว่า “COUP D’ETAT”

        ในหนังสือ “ความเป็นอนิจจังของสังคม” โดย ดร. ปรีดี  พนมยงค์  (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๐๐) มีการเสนอให้ถ่ายทอดคำภาษาอังกฤษว่า “REVOLUTION” เป็นคำไทยว่า “อภิวัฒน์” (ดูรายละเอียดการอภิปรายความเป็นมาของเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้ในบทความเรื่อง “ความเป็นมาของศัพท์ไทย ‘ปฏิวัติ’  ‘รัฐประหาร’   ‘วิวัฒน์’  ‘ อภิวัฒน์’”  ในหนังสือรวมข้อเขียนของปรีดี  พนมยงค์ เรื่อง “ปรีดี  พนมยงค์กับสังคมไทย”, จัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,  เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖)   แต่คำว่า “อภิวัฒน์” นั้นไม่ปรากฏว่าราชบัณฑิตสถาน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ กำหนดให้นำมาใช้เป็นคำไทยเทียบเคียงความหมายคำว่า “REVOLUTION” ในภาษาอังกฤษ

        บทความชิ้นนี้จะใช้คำว่า “ปฏิวัติ” ที่หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรทรงริเริ่มใช้และเทียบเคียงความหมายกับกระบวนเหตุการณ์ที่มีพลังพลวัตต่อเนื่องยาวนานของ “การปฏิวัติวิทยาศาสตร์” ในทวีปยุโรป 

……………………………………………………………………

        จนถึงขณะนี้  เป็นเวลากว่า ๓ ปีหลังเหตุการณ์ “รัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙” ,ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มอำนาจเบื้องหลังการรัฐประหารข้างต้นร่วมกับพรรคการเมืองและรัฐบาลในกำกับอำนาจของกลุ่มดังกล่าว  ฝ่ายหนึ่ง  กับกลุ่มพลังการเมืองภาคประชาชนและพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มอำนาจดังกล่าว  อีกฝ่ายหนึ่ง  ยังคงเป็นความขัดแย้งที่ไม่มีผลยุติชัดเจนให้เห็นได้ในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าผลในทางสมานฉันท์หรือผลในทางยกระดับขัดแย้งแตกหัก

       การจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคพลังประชาชนเข้าบริหารประเทศ  ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑  เป็นความสำเร็จของกลุ่มพลังฝ่ายหลัง   ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ได้สำเร็จ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบัน (ตุลาคม ๒๕๕๒) เป็นความสำเร็จของกลุ่มอำนาจฝ่ายแรก

       บนพื้นฐานการวิเคราะห์เหตุการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ  ทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน  ผู้เขียนได้นำเสนอเผยแพร่ความเห็นไปบ้างแล้ว ทั้งต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศและในเวทีอภิปรายของไทยว่า “พลวัตการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย” ของกลุ่มพลังภาคประชาชนภายในเครือข่าย “นปช.” ทั่วประเทศที่มีพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ถูกกระทำรัฐประหารข้างต้นเป็นแนวร่วม  สามารถดำเนินต่อเนื่องได้โดย “อาจถูกถ่วงรั้งชะลอ  แต่ไม่มีอำนาจใดสามารถหยุดพลวัตประชาธิปไตยนั้นได้”    พลังถ่วงรั้งชะลอการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ผู้เขียนกล่าวถึงนั้น นอกจากจะหมายถึงการใช้อำนาจทางตรงโดยองค์กรตามกฎหมายและอำนาจทางอ้อมตาม “บารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ของกลุ่มคณาธิปไตย ตามที่ นปช. ทั่วประเทศเรียกกันว่า “อำมาตยาธิปไตย” แล้วยังรวมถึงพลังบั่นทอนขบวนการ นปช. ที่มาจากการเผยแพร่นำเสนอความคิดเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยอาศัยเวทีสาธารณะของ นปช. และเวทีข่าวสารข้อมูลอื่นเป็นพื้นที่เผยแพร่ความคิดดังกล่าว   ทั้งนี้ตามที่มีนักวิชาการ   นักปฏิบัติการเคลื่อนไหวมวลชน  และกลุ่มประชาชนที่สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับขบวนการ “คนเสื้อแดง” จำนวนหนึ่งเข้าร่วมสนับสนุนการเผยแพร่ความคิดดังกล่าว

       พลังถ่วงรั้งบั่นทอนเหล่านั้นในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา  มักยั่วยุหรือนำเสนอให้ นปช. (หรือ นปก. ตามชื่อเรียกเดิม) ตัดสินใจดำเนินยุทธวิธีที่จะใช้พลังมวลชนดำเนินการต่อสู้ตอบโต้กับ “อำมาตย์” ด้วยยุทธวิธีรุนแรง   (แต่ขณะนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพลังมวลชน นปช.สามารถยืนหยัดตอบโต้ด้วยแนวทาง “สันติวิธี” ต่อสู้กับความก้าวร้าวทางกฎหมายและการคุกคามด้วยอาวุธจาก “ระบอบอำมาตย์” ได้ตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาโดยยังสามารถสะสมกำลังมวลมหาประชาชนเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณเมื่อคำนวณจากฐานมวลชนระยะแรกที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมของเวที “พีทีวี” ที่ท้องสนามหลวงหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙)

        หากจะมีการหันเหขบวนการ นปช. ให้เลือกวิถีความรุนแรงในช่วงเวลาปัจจุบัน (ทั้งนี้โดยมีการเร่งเร้าค่อนข้างชัดแจ้งอยู่ในกระบวนวิธีบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลปัจจุบัน เช่น การเร่งเร้ายั่วยุผ่านกระบอกเสียงของพรรคการเมืองในสังกัด  และคำแถลงสื่อมวลชนจากรัฐมนตรีทั้งในและนอกสำนักนายกรัฐมนตรีบางท่าน  นอกจากนั้นยังมีการเร่งเร้าแบบผสมกลมกลืนอยู่ในกลุ่มพลังภาคประชาชนที่ถ่วงรั้งบั่นทอนสันติวิธีตามที่กล่าวถึงข้างต้น)  พลังผลักดันการปฏิวัติทางการเมืองให้เป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”  ซึ่งได้สะสมศักยภาพและพลานุภาพเพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมากจากการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบันของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ  ชินวัตร   จากพรรคไทยรักไทย   จากพรรคพลังประชาชน   จากพรรคเพื่อไทยและจากเครือข่ายมวลมหาประชาชนทั่วประเทศภายใต้ธงนำ “นปช.” วันนี้   อาจกลายสภาพเป็น “เบี้ยล่าง” ตามยุทธศาสตร์กวาดล้างและทำลายของ “กลุ่มอำมาตย์ ๒๕๔๙” ที่สืบทอดอุดมการปกครองมาจากอดีต “อำมาตย์ ๒๕๑๙” ซึ่งมีสมาชิกแกนนำคนสำคัญของคณะรัฐประหารวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้รับการส่งมอบอำนาจและส่งผ่าน “บารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ดำเนินกระบวนยุทธวิธีทั้งการเมืองและการทหารส่งผลในการขัดขวางการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ 

หากมีการหันเหมวลชน นปช. เข้าหาวิถีแห่งความรุนแรงในห้วงเวลาต่อไปนี้  การเมืองไทยจะเริ่มเปิดฉากเข้าสู่ครรลองคล้ายคลึงกับสภาพการณ์ที่ “พลังประชาธิปไตย ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖”  ถูกบั่นทอนลงก่อนเหตุการณ์ “วันนองเลือด ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙” แต่ผลปลายทางของครรลองการบั่นทอนพลังประชาธิปไตยครั้งใหม่นี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างน้อยใน ๒ ฉากอนาคต

ฉากความล้มเหลว ๒ แบบของวิถีแห่งความรุนแรง

       ข้อเขียนนี้ไม่มีวัตถุประสงค์จะพยายามแนะนำคำตอบตายตัวสำเร็จรูปว่า “การปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี” จะต้องใช้เทคนิควิธีอะไรบ้าง  (แม้ว่าเทคนิควิธีเหล่านั้นจะมีปรากฏให้หยิบฉวยประยุกต์ใช้ตลอดเวลา)    แต่ข้อเขียนนี้ร่างขึ้นด้วยความพยายามจะชี้ให้เห็นว่า   ความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตยอาจเกิดขึ้นได้ หากมีการเลือกใช้วิถีแห่งความรุนแรงแทนที่วิถีทางแบบ “สันติและปราศจากอาวุธ” ตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

หากมีการตัดสินใจหันเหทิศทางการเคลื่อนไหวมวลชน นปช. ไปสู่วิถีการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ[1] ตอบโต้กับพลังอำนาจที่ นปช. เรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย “ ในขั้นตอนสำคัญนับจากนี้ต่อไป ,  พลังประชาธิปไตยของขบวนการ นปช. ที่สะสมพอกพูนได้มากมายมหาศาลถึงปัจจุบันจะกลายเป็นความล้มเหลวได้อย่างไร ?

       การฉายภาพอนาคต (scenario) ด้วยข้อเขียนเชิงสังเขปนี้มีภาพความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตย ๒ แบบให้พิจารณาความเป็นไปได้

      ภาพแรกเป็นภาพความล้มเหลวรุนแรง  นองเลือด  และเฉียบพลันแบบกรณีเหตุการณ์วันที่ ๖  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๙

       ภายในประเทศไทย  องค์กรที่มีการสะสมอาวุธสังหารร้ายแรงมากที่สุดและทรงพลานุภาพสังหารคนในประเทศมากที่สุด คือ “กองทัพไทย”  ซึ่งได้รับการพัฒนา   ฝึกฝน    และสนับสนุนช่วยเหลือทั้งในด้านยุทโธปกรณ์และยุทธวิธีปราบปรามพิเศษมาจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตาม “เอกสารข้อตกลงความช่วยเหลือทางการทหารระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๔๙๓” ในยุคสงครามเย็น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบกและกองทัพอากาศไทย  ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ปลายยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วทวีแสนยานุภาพมากขึ้นในยุคจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  และจอมพลถนอม  กิตติขจร

       ภายในประเทศไทยเช่นเดียวกัน  บุคคลและกลุ่มบุคคลที่มี “อำนาจจริง” ในการเข้าถึงและสั่งการทางยุทธวิธีให้นำแสนยานุภาพกองทัพออกมาใช้ในการปราบปรามพิเศษภายในประเทศ คือ บุคคลและกลุ่มบุคคลในองค์กรทหารเครือข่าย “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” 

พระมหากษัตริย์ในฐานะ “จอมทัพไทย” ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ   มิได้มีอำนาจตามกฎหมายในการบังคับบัญชาสั่งการเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธสังหารร้ายแรงดังกล่าวแต่ประการใด  ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังพล “ออก” หรือ “เข้า” กรมกองก่อนและหลังการปฏิบัติการปราบปรามพิเศษที่มีชีวิตประชาชนเป็นเบี้ยล่าง

       ในทางตรงข้าม  แกนนำ นปช. และมวลชน นปช. ไม่มีแสนยานุภาพการต่อสู้ด้วยอาวุธสังหารเทียบเท่าแม้แต่ประมาณ ๑ ใน ๑๐๐ ของกองทัพไทย   รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยแสดงจุดยืนเจตนาที่สามารถประสานงานกับกองทัพในการเคลื่อนแสนยานุภาพสังหารครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลให้เกิด กรณีคลิปเสียงอื้อฉาวเรื่องการสร้างสถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน” ที่ยังไม่มีข้อสรุปมาครั้งหนึ่งแล้วในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ แต่ฉากการนองเลือดสังหารหมู่ประชาชนครั้งนั้นมีอันต้องหยุดชะงักล้มเหลวไปเนื่องจากแกนนำ นปช. ประกาศให้ประชาชนสลายการชุมนุมทันท่วงทีก่อนการสังหารนองเลือดขนาดใหญ่กว่าเหตุการณ์ที่สามเหลี่ยมดินแดงจะเกิดขึ้นตามมา

       วันนี้แสนยานุภาพสังหารของกองทัพมิได้ลดลง  แสนยานุภาพอาวุธสงครามของ นปช.ไม่ปรากฎว่ามี     แต่อุดมการสังหารของกลุ่มผู้มีอำนาจบารมีที่สามารถสั่งการเคลื่อนไหวพลานุภาพอาวุธสงคราม  ทั้งจากภายในและภายนอกราชการกองทัพไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

        อันที่จริง  กลุ่มผู้มีอำนาจบารมีขับเคลื่อนพลานุภาพอาวุธดังกล่าวนั้นคงจะยินดีสนับสนุนและส่งทั้งคน  เสริมทั้งทุน  เพื่อการลับ-ลวง-พราง  หนุนหลัง “กลุ่มเสื้อแดง” ที่ฝักใฝ่ความรุนแรงให้รีบหาทางกระตุ้นใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหวมวลชนจำนวนมากขึ้น  สำหรับการยกระดับสถานการณ์เพื่อนำไปสู่ฉากความล้มเหลวเฉียบพลันของ ขบวนการ นปช. ให้เร็วที่สุดก่อนที่รัฐบาลและพรรคการเมืองในกำกับของกลุ่มอำนาจอำมาตย์จะยับเยินไม่มีชิ้นดีทางการเมืองยิ่งไปกว่านี้

       ถ้าหาก “วันเสียงปืนแตก” จะเกิดขึ้นจากผลของความพยายามทำให้แกนนำ นปช. และมวลชน นปช. เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากมายมหาศาลสามารถเอาชนะ “อำมาตย์” โดยการต่อสู้ด้วยวิถีรุนแรงเด็ดขาดกับกองทัพที่มีกำลังพลน้อยกว่ามวลมหาประชาชน ,  วันนั้นมวลมหาชนจะ “ตายเป็นเบือ”

ฉากที่สองเป็นภาพการยกระดับสถานการณ์ภาคใต้ทั่วประเทศ

       ข้อเสียเปรียบในเรื่องพลานุภาพอาวุธสงครามไม่เทียบเท่ากองทัพ มักจะทำให้มีผู้พิจารณาทางเลือกการต่อสู้ยืดเยื้อแบบ “การก่อการร้าย” โดยอาศัยกลุ่มขนาดเล็กกระจัดกระจายปฏิบัติการเป็นครั้งเป็นคราว โดยไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า “สงครามก่อการร้าย” ที่ริเริ่มขึ้นนั้นจะจบลงด้วยภาวะความเป็น “ประชาธิปไตย” เมื่อไรและอย่างไรในอนาคต

       แนวทางการใช้ความรุนแรงขนาดเล็กแต่ยืดเยื้อแบบ “ขบวนการก่อการร้าย” ดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลดังต่อไปนี้ (๑)  การขยายฉาก “สถานการณ์ ๓ จังหวัดภาคใต้” ขึ้นเป็นสถานการณ์ทั่วประเทศ  (๒) การสูญเสียแนวร่วมมวลมหาชนของ นปช. ภายในระยะเวลาไม่น่าจะเกิน ๑ ปี  เพราะประชาชนไม่สามารถจะยินดีกับสภาพการดำเนินชีวิตที่ไม่ปลอดภัยและไม่สามารถคาดคะเนชะตากรรมของตนได้ว่าจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอาวุธของฝ่ายใดเมื่อไรในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือในการเดินทางออกมาร่วมชุมนุมกับ นปช. ต่อไป  (๓) การช่วยให้ “ระบอบอำมาตย์” ชุดปัจจุบันมีข้ออ้างความชอบธรรมทางการเมืองทั้งภายในและการเมืองระหว่างประเทศในอันที่จะเร่งสร้าง “รัฐทหาร” เลียนแบบรัฐบาลจอมพลถนอม  กิตติขจร  (๔)  การช่วยเชื้อเชิญองค์กรตาม “นโยบายปราบปรามการก่อการร้าย” จากรัฐบาลสหรัฐและประชาคมอาเซียนเข้าสู่ประเทศไทยในเงื่อนไขที่สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มเติม   ทั้งในด้านการค้าอาวุธสงครามที่สร้างภาระงบประมาณและเงินกู้ภาครัฐ  และในด้านการสนับสนุนข้อแนะนำทางยุทธวิธีต่อต้านขบวนการก่อการร้ายที่กองทัพสหรัฐเป็นองค์กรเชี่ยวชาญระดับโลก  (๔) การยืดอายุการครองอำนาจตามระบอบอำมาตยาธิปไตยที่มีพลเรือนหรืออดีตทหารสืบทอดอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกยาวนานเกินกว่าจะคาดคะเน  ทั้งนี้ โดยอาศัย “รัฐธรรมนูญ” หรือ “ธรรมนูญการปกครอง” ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติมครั้งต่อไปอย่างไรก็เป็นการแก้ไขภายใต้สถานการณ์ก่อการร้ายที่เป็นคุณกับอำนาจแบบอำมาตย์และเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มแสนยานุภาพสังหารของกองทัพต่อไป   และ (๕) สังคมไทยหันเหทิศทางเป็น “สังคมแบบอิรัก” หลังสมัยประธานาธิบดีซัดดัม  ฮุสเซ็น   แทนที่จะเข้าใกล้ความเป็น “สังคมประชาธิปไตย” ตามที่นักยุทธวิธีมวลชนนิยมความรุนแรงอธิบายสนับสนุนแนวทางของตนก่อนการเริ่มต้นฉากความล้มเหลวอันเนื่องมาจากการใช้ความรุนแรงในทางปฏิบัติ

วิสัยทัศน์สันติวิธีปฏิวัติการเมืองไทย [ii]

       ในวิถีทางสร้างประชาธิปไตยที่แตกต่างไปจากแนวโน้มการก่อความรุนแรงทั้ง ๒ แบบข้างต้น  พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี (จากการเลือกตั้งก่อน  ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐) นำเสนอวิสัยทัศน์ “การสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี”[2] โดยกล่าวในเบื้องต้นว่า “ผู้มีอำนาจหรือรัฐบาลทุกยุคสมัย  ต่างก็เห็นสอดคล้องกันว่า  จะสร้างประชาธิปไตยขึ้นให้ได้  โดยการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย  โดยไม่ได้ศึกษาหรือเหลียวมองดูเลยว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วทั้งหลาย  เขาสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาอย่างไร  นั่นคือการสร้างประชาธิปไตยขึ้นก่อน  หลังจากนั้นจึงยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยของเขาไว้”   หลังจากนั้นพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ ให้คำอรรถาธิบายเพิ่มเติมในข้อเขียนดังกล่าวว่า “ฉะนั้นภารกิจอันดับแรกของแนวทางแก้ปัญหาชาติ คือ การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง”  และอธิบายว่า  “รัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญ  แต่ไม่ใช่เป็นความสำคัญสูงสุด   ไม่สำคัญมากมากกว่าการสร้างระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นเรื่องหลัก

       พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันว่า ;  

“พูดให้ถึงที่สุด ก็คือการต่อสู้กันของขบวนการของระบบเผด็จการกับขบวนการของระบบประชาธิปไตย  หรือขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยและอีกขบวนหนึ่งซึ่งมีเฉพาะในเมืองไทยก็คือขบวนการรัฐธรรมนูญที่มุ่งใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการรักษาอำนาจไว้ให้มั่นคงที่สุด”

       พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่าง ๒ ขบวนการดังกล่าวว่า ;

       “การแก้ไขปัญหาเพื่อสมานฉันท์ในสภาวะปัจจุบัน  ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้คู่กรณีของความขัดแย้งสร้างความสมานฉันท์ขึ้นได้โดยปราศจากคนกลางที่มีความรอบรู้  มีความเข้าใจเหตุแห่งปัญหา  ท่านนั้นจะต้องมีประสบการณ์  ผู้มีฐานะสูง  สูงกว่าคู่กรณี  มีบารมีมากพอ  และเป็นที่ยอมรับนับถือ  เคารพรักโดยบุคคลทั่วไปอีกด้วย”

       ดังนั้น “คนกลาง” และกระบวนการสร้างภาวะสมานฉันท์ตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นความจำเป็นในขั้นรากฐานการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งปัจจุบัน  ซึ่งถ้าหากสังคมไทยประสบความสำเร็จในการยอมรับให้ “คนกลาง” ดังกล่าวช่วยสร้างภาวะสมานฉันท์ต่อไปแล้ว  พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ ชี้แนะถึงสิ่งที่จำเป็นจะต้องกระทำต่อเนื่องไปเพื่อ “การสร้างประชาธิปไตยก่อนการสร้างรัฐธรรมนูญ” สำหรับการรักษาประชาธิปไตยที่สร้างขึ้นนั้นว่า ;

“เมื่อประเทศมีความสมานฉันท์แล้ว  ภารกิจสำคัญคือการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย  โดยใช้รัฐบาลเฉพาะกาลที่มีคนกลางเพื่อสร้างระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ”

       ผู้เขียนเห็นว่าวิสัยทัศน์สันติวิธี   ตามที่พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  นำเสนอเป็นข้อแนะนำสาธารณะนั้นเป็นวิถีทางที่สามารถนำไปสู่ “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ที่เป็นจริงในสังคมและการเมืองของไทยได้   ทั้งนี้บนพื้นฐานของ “การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง”  โดยประชาชนส่วนรวมของประเทศ  และโดยบุคคลากรทางการเมืองแขนงต่าง ๆ ในระบบการเมืองและราชการของไทย

       การทำให้ การปฏิวัติประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี” ตามวิสัยทัศน์ข้างต้นเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ  จะต้องอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มพลังมวลชน  (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบทบาทสำคัญของกลุ่มพลังมวลชนในเครือข่ายแนวร่วม “นปช.” ปัจจุบัน) ในอันที่จะใช้ความอดทน อดกลั้น หลีกเลี่ยงมิให้เกิดวิถีแห่งความรุนแรงในครรลอง  ๒  ภาพอนาคตที่ผู้เขียนกล่าวถึงในตอนต้น   ทั้งวิถีความรุนแรงที่อาจเป็นฝ่ายริเริ่มขึ้นเองและวิถีความรุนแรงที่กระทำตอบโต้การยั่วยุความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้ามที่ขัดแย้งกัน

       เพราะหากเกิดสภาพความรุนแรงขึ้นก่อน การสร้างประชาธิปไตยด้วยแนวทางสันติวิธี” ตามวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะมีผลสัมฤทธ์    การเมืองไทยก็จะสูญเสียโอกาสสำคัญทางประวัติศาสตร์ (ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด) ในอันที่จะบรรลุถึง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อีกครั้งหนึ่งโดยมีการเมืองระบอบคณาธิปไตยเข้าคั่นกลางต่อเนื่องไปแต่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งแฝงเร้นอันเป็นที่ขัดขวางความเจริญเติบโตของประเทศในประชาคมโลกต่อไป

*******************


[1] (เชิงอรรถเพิ่มเติม วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)  ความพยายามของพลตรี ขัตติยะ  สวัสดิผล  และ พลเอก พัลลภ  ปิ่นมณี (นายทหารซึ่งเคยมีส่วนร่วมดำเนินการเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร ทั้งจากกรณีการสังหารหมู่ในมัสยิดภาคใต้และกรณีการดักวางระเบิดสังหารในรถยนต์ ก่อนการรัฐประหาร ๒๕๔๙) ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ต่อเนื่องถึงต้นปีพ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นความพยายามในการโน้มน้าวให้มวลชนเสื้อแดงหันเหไปใช้วิถีแห่งความรุนแรง

[2]  (เชิงอรรถเพิ่มเติมวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)  ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ พลเอก พัลลภ  ปิ่นมณี พยายามดำเนินการเป็นแกนนำผลักดันการจัดตั้ง “กองทัพประชาชน” สำหรับขบวนการ นปช. ใช้ต่อสู้ด้วยวิถีอาวุธรุนแรง  โดยอ้างว่า พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร ให้จัดตั้งโดยให้ พลเอก ชวลิต  ยงใจยุทธ เป็นผู้บัญชาการสูงสุด  แต่ พลเอก ชวลิต  ยงใจยุทธ แถลงปฏิเสธ และยืนยันแนวทางสันติวิธี  ทั้งนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร ยังมิได้แถลงอย่างเป็นทางการว่าได้อนุมัติหรือเห็นด้วยกับการจัดตั้ง “กองทัพประชาชน” (ที่ส่อไปในทางการกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ)  ตามที่พลเอกพัลลภกล่าวอ้างและสื่อมวลชนกระแสหลักช่วยกันประโคมเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศจริงหรือไม่


[i]  บทความเผยแพร่ครั้งแรกในชื่อเรื่อง “สันติวิธีกับการปฏิวัติการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย”  เพื่อเป็นเอกสารประกอบการบรรยายในการสัมมนา  เรื่อง “ร่วมกันสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี” จัดโดย หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิร์ลด์ ลาดพร้าว  กรุงเทพมหานคร

[ii]  เนื้อหาข้อเขียนส่วนนี้  เขียนต่อจากเนื้อหาตอนต้น  หลังจากที่ผู้เขียนได้อ่านบทความ โดย พณฯ พลเอก ชวลิต  ยงใจยุทธ  อดีตนายกรัฐมนตรี  เรื่อง “ การสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี” ในหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒๒ วันที่ ๒๐  ตุลาคม – ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ , หน้า ๑๐ –  ๑๑  ในขณะที่ผู้เขียนได้ไปร่วมการบรรยายข้างต้น

Categories
Uncategorized

ประชาชนวิเคราะห์ข่าว SWF ความร่วมมือระหว่างคลังหลวง VS คลังประชาชน

ย้อนอดีตความพยายามตั้ง กองทุนความมั่งคั่งแห่งประเทศไทย (Thailand Investment Corporation)

บทความ รู้จักกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ตอบโจทย์ทิศทางประเทศไทย โดย ธิติ สุวรรณทัต ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ 22 สิงหาคม 2554 ได้เล่าประวัติความพยายามในการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศ ไทย ไว้ดังนี้

แนวคิดที่จะจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund : SWF ) ของประเทศไทยเริ่มก่อตัวเป็นรูปธรรมเมื่อสักประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว คือช่วงปี 2549-2550 ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ก่อนที่วิกฤติซับไพรม์จะปะทุขึ้นที่สหรัฐในปี 2551 ในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ SWFs จากประเทศต่างๆ กำลังผงาดขึ้นมาเป็นตัวละครที่สำคัญและมีบทบาทมากในระบบเศรษฐกิจการเงินโลก

แต่ภายหลังจากที่วิกฤตการณ์ซับไพรม์ในสหรัฐลุกลามไปเป็นวิกฤติการเงินโลก ความเคลื่อนไหวของบรรดา SWFs ทั้งหลายก็เงียบไประยะหนึ่ง เพราะความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก อันเนื่องมาจากวิกฤติการเงินโลกที่อุบัติขึ้นในตอนนั้น

ในวันที่ 3 มี.ค.2552 คณะรัฐมนตรี (รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้มีมติรับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ เรื่องการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย โดยใช้ชื่อว่า “บรรษัทบริหารจัดการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย” หรือ Thailand Investment Corporation (TIC) เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย

ในเบื้องต้น สภาที่ปรึกษาฯเสนอว่า รัฐบาลจะต้องจัดสรรเงินทุนประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินทุนประมาณร้อยละ 10 ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (ในช่วงเดือน ม.ค.2552 ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองอยู่ที่ประมาณ 1.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ ณ ปัจจุบัน เดือน ก.ค.2554 มีประมาณ 1.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) และในอนาคตถ้าหากประเทศไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการส่งออกก็สามารถนำเอาราย ได้ส่วนเกินตรงนั้นเข้ามาสมทบในกองทุนเพิ่มเติมก็ได้

นอกจากนั้น สภาที่ปรึกษาฯยังได้เสนอรูปแบบของการบริหารองค์กร TIC หรือ บรรษัทบริหารจัดการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแล TIC ที่ต้องได้รับการสรรหาอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากลและปราศจากการแทรกแซงจาก ฝ่ายการเมือง พร้อมกับให้มี “คณะกรรมการนโยบายการลงทุน” และ “คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง” เพื่อจัดทำนโยบายการลงทุนและนโยบายการบริหารความเสี่ยงเสนอให้คณะกรรมการ กำกับการดูแล TIC พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินงานต่อไป

ส่วนคณะผู้บริหาร TIC นั้น สภาที่ปรึกษาฯ เพียงเสนอแนะไว้กว้างๆ ว่า “คณะผู้บริหารจะต้องเป็นทีมงานมืออาชีพที่มีความสามารถและประสบการณ์การ บริหารกองทุนและการบริหารความเสี่ยงดีเยี่ยม”

สำหรับการบริหารเงินทุนนั้น สภาที่ปรึกษาฯ เสนอว่าควรเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) ในต่างประเทศเท่านั้น และผลประโยชน์หรือผลตอบแทนจากการบริหารจัดการลงทุนนอกจากเก็บเป็นเงินทุน สำรองระหว่างประเทศเพิ่มเติมแล้ว ก็อาจนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ได้เป็นบางส่วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งสภาที่ปรึกษาฯ เสนอให้มีการตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานของบรรษัทบริหารจัดการกอง ทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย พร้อมกับต้องมีการบัญญัติบทลงโทษคณะกรรมการ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานต่างๆ ของ TIC ให้ชัดเจนเพื่อสามารถนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาได้ในกรณีที่มีการบริหารกองทุน อันไม่โปร่งใส นำไปสู่ผลการดำเนินงานที่ผิดพลาด ขาดทุน หรือทำให้กองทุนเสียผลประโยชน์

‘ธีระชัย’ เริ่มดันแผนตั้งกองทุนเต็มตัว

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 นายธีระชัยได้ฝากการบ้านใหญ่ 4 ข้อ ให้ ธปท. ไปหาคำตอบและเสนอกลับมาภายใน 1 เดือน (ไทยรัฐ)

  1. ปัญหาภาระหนี้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund – FIDF) ที่ ธปท. เป็นคนดูแล และมีการแบ่งส่วนรับผิดชอบโดย ธปท. ชำระเงินต้น ส่วน ก.คลัง ชำระดอกเบี้ย แต่ที่ผ่านมา ก. คลัง ชำระดอกเบี้ยไปมากแล้ว ในขณะที่เงินต้นในภาระของ ธปท. ยังชำระไปไม่เยอะนัก
  2. การออกตั๋วแลกเงิน (B/E) ของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ออกเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก เพราะเป็นการกู้เงินจากประชาชนแบบอ้อมๆ จึงต้องหาวิธีกำกับดูแล โดยนายธีระชัยเสนอให้โอนความรับผิดชอบให้กับ ก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแล
  3. การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยมอบหมายให้ ธปท. ไปพิจารณาความเหมาะสม โดย ก.คลัง เสนอให้นำทุนสำรองเงินตราต่างประเทศบางส่วนแยกออกมาเป็นอีกบัญชี และออกกฎหมายรับรองสถานะของกองทุน
  4. กรอบเงินเฟ้อปี 2555 โดย ธปท. และ ก.คลัง จะต้องทำให้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2554

วันถัดมาคือ 1 กันยายน 2554 นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบาย 4 ข้อจาก รมว. คลัง ว่าจะรับไปศึกษา แต่จะต้องหารือกับคณะผู้บริหารของ ธปท. และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน โดยกรณีของการตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ จะต้องหารือกับคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ซึ่งเป็นผู้ดูแลงบดุลของ ธปท. ก่อน (ไทยรัฐ)

นอกจากความเคลื่อนไหวในฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว วันถัดมาคือ 2 กันยายน 2554 ได้มีผู้บริหารจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศ 2 แห่งคือ ธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เข้าพบนายธีระชัย ในโอกาสที่รับตำแหน่ง รมว.คลัง

นายธีระชัยได้เสนอประเด็นแก่ธนาคารโลกหลายอย่าง โดยขอให้ธนาคารโลกช่วยศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนความมั่งคังของประเทศไทย ด้วย และชวนให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย เข้ามาช่วยตั้งกองทุนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทย ที่จะเริ่มในเร็วๆ นี้ (โพสต์ทูเดย์)

ผู้เชี่ยวชาญ หนุนตั้งกองทุนความมั่งคั่ง แต่ต้องกำหนดเกณฑ์ให้ชัด

ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการเงิน ต่างออกมาในทิศทางที่สนับสนุนการตั้งกองทุนความมั่งคั่งของประเทศไทย เพียงแต่จะต้องระมัดระวังในเรื่องกฎเกณฑ์ให้รัดกุม และไม่เปิดโอกาสให้บุคคลบางกลุ่มนำเงินกองทุน (ซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านบาท) ไปหาประโยชน์ส่วนตัวได้

ในการสัมภาษณ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท., อดีต รมว.คลัง และอดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ให้ความเห็นเรื่องนี้กับ SIU ว่า

ถาม: เงินทุนสำรอง (reserve) ตอนนี้สูงมาก จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า

ทั่วโลกเป็นแบบนี้หมด ผมพยายามติดตามดูนะ และยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร เหมือนกับเงินออมในครอบครัว ถ้าดูแลดีๆ ก็ไม่มีน่าจะมีปัญหาอะไร ฝั่งเอเชียก็ดูแลดี ไม่ให้เงินทุนสำรองมาทำให้ค่าเปลี่ยนจนมีปัญหาทางการค้า ความสามารถในการหารายได้ยังมี เงินสะสมยังอยู่ ผมไม่เห็นว่าการมีมากไปจะมีปัญหาอะไร

เรื่องดอลลาร์ค่าตกเป็นปัญหาของสหรัฐ ไม่ใช่ปัญหาของประเทศอื่น ต่อให้ค่าของ reserve ลดลงประเทศไทยก็ไม่ได้ ขึ้นกับประสิทธิภาพในการผลิต

ส่วนไอเดียเรื่อง Sovereign Wealth Fund เป็นไอเดียแบบของสิงคโปร์ ทำได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ต้องออกกฎหมายให้ชัด แยกให้ชัดเจนว่าเป็นส่วนไหน ห้ามไปแตะส่วนที่เหลือ ไม่ใช่ไปดึงมาจาก reserve ตลอดเวลา

ประเด็นอยู่ที่ว่าใครทำ ต้องระวังไม่ให้หาประโยชน์เข้าตัวเอง เข้านักการเมือง เพราะเงินกองทุนมันหาประโยชน์ได้ มีเงินมากขนาดนั้น สมมติ 90,000 ล้านเหรียญ โอ้โห อำนาจมันมหาศาลเลยนะ นี่คือสิ่งที่ต้องระวัง

ด้านนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เขียนบทความ ถึงเวลาจัดตั้งกองทุน บริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐหรือยัง ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 และ 7 กันยายน 2552

เมื่อไรควรจะมีการตั้งกองทุนนี้ขึ้น? ในความเป็นจริงแล้วรัฐควรจะสำรวจงบดุลของประเทศว่ามีสินทรัพย์เท่าใด ทั้งนี้รวมถึงสินทรัพย์ในดิน (เช่น ก๊าซ น้ำมัน แร่) และสินทรัพย์ในอนาคต คือ รายได้จากภาษีด้วย และสำรวจหนี้สินว่ามีเท่าใด  ก่อนที่จะจัดแบ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์เพื่อบริหาร โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน

มีข้อสังเกตว่า รัฐจะมองการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งแบบเฉพาะกิจ และมักจะคิดตั้งกองทุนขึ้นมาเมื่อดุลการชำระเงินเป็นบวกมากๆ หรือเวลามีฐานะการคลังเป็นบวกมากๆ  หลายครั้งที่มีการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งของรัฐ หลังจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (ที่ส่งออก) เพิ่มขึ้นมาก เช่น ในช่วงทศวรรษ 1970 และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แสดงว่า รัฐจะพร้อมที่จะรับความ เสี่ยงมากขึ้น เฉพาะเมื่อสินทรัพย์มีมากพอถึงจุดที่รัฐเห็นว่ามีเหลือเฟือเท่านั้น  ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า จุดไหนจึงเหมาะสม?

ผู้เขียนให้ความเห็นว่า จุดเหมาะสมนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาล โดยมีข้อควรคำนึงคือมีเงินทุนสำรองเพียงพอแล้วหรือยัง และจะนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้ไหม

ประการแรก เงินทุนสำรองต้องเพียงพอต่อการดูแลเศรษฐกิจให้หมุนเวียนไปอย่างไม่ติดขัด และสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่  ต้องดูแลป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติด้วย หากมองจากแนวคิดนี้ ก็จะดูแลให้มีอัตราส่วนของเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพียงพอต่อการจ่าย คืนหนี้ต่างประเทศระยะสั้น คือหนี้ที่ครบกำหนดในหนึ่งปี

http://www.siamintelligence.com/sovereign-wealth-fund/

Categories
Uncategorized

ประชาชนวิเคราะห์ข่าว ใจ อึ้งภากรณ์

วันครบรอบห้าปีรัฐประหาร ๑๙ กันยา ควรเป็นวันที่มีการนำนาย สนธิ บุญยรัตกลิน มา ขึ้นศาลในข้อหากบฏต่อประชาชนและล้มล้างรัฐธรรมนูญ และควรเป็นวันที่มีการนำนาย ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นศาลในฐานะเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าอีกด้วย

แต่วันนี้เราเห็นปรากฏการณ์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มองว่าคนเสื้อแดงเป็นแค่ไพร่ หรือฝุ่นใต้ตีน เมื่อยิ่งลักษณ์ควงนายทหารมือเปื้อนเลือด ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปดูสภาพน้ำท่วมในต่างจังหวัด การกระทำนี้เป็นการก้มหัวให้อำนาจทหาร และฟื้นความชอบธรรมให้ทหารที่ไม่เคยเคารพประชาธิปไตย พร้อมกันนั้นเราเห็นรัฐมนตรีใหม่หลายคนออกมาปกป้องการใช้กฏหมาย 112 ที่เป็นเสาค้ำสำคัญเพื่อปกป้องทหาร กษัตริย์ เผด็จการ และความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

นี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดง ในส่วนก้าวหน้า ที่ต้องการประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และความเป็นธรรม จะต้องรวมตัวกันให้เข้มแข็งและอิสระจากอำมาตย์และเพื่อไทย เพื่อเคลื่อนไหวต่อไป ภาระของเรายังไม่จบสิ้น

ลัทธิหรือปรัชญา “ความเสมอภาค” เป็นอาวุธทางความคิดที่สำคัญที่สุดในการทำลายลัทธิอภิสิทธิ์ชนของอำมาตย์ ที่เป็นฐานรับรองความย่ำแย่ของสังคมเรามานาน

อำมาตย์ ทำรัฐประหารเพราะมองว่าพลเมือง ส่วนใหญ่ “ต่ำและโง่เกินไป” “ไม่ควรมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกรัฐบาล” อำมาตย์ เกลียดชังการที่รัฐบาลไทยรักไทยในอดีตนำภาษีประชาชนมาบริการประชาชน เช่นในระบบสาธารณะสุข เพราะอำมาตย์อยากเอาเงินภาษีพลเมืองมาใส่กระเป๋าของตนเอง มาเชิดชูตนเอง หรือ ซื้อเครื่องบินราคาเป็นล้านให้ตัวเองนั่ง อำมาตย์เกลียดระบบรัฐสวัสดิการ

ย้อนรอยบันทึกเหตุการณ์ในวันที่ 19 กันยายน 2549

เนื่องด้วยขณะนี้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย”อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการ
ตำรวจแห่งชาติได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่
กรุงเทพมหานครและปริมณฑลไว้ได้แล้ว และไม่มีการ
ขัดขวาง เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของ
บ้านเมือง จึงขอความร่วมมือประชาชนในการให้
ความร่วมมือและขออภัยในความไม่สะดวก
มา ณ ที่นี้ด้วย^
^
^
มาจากโทรทัศน์ ขึ้นเป็นระยะ

23.59 น. ผู้บัญชาทหารทุกเหล่าทัพเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระตำหนักจิครลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
00.24 น. มีรายงานการปะทะกันที่บริเวณกองพันทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์บางเขน
00.28 น. พลตรี ประพาส สกุนตนารถ ที่ปรึกษาททบ.๕ อ่านแถลงการประกาศกฎอัยการศึกบังคบใช้ทั่วประเทศตั้งแต่ ๒๑.๐๕ น.ของวันที่ ๑๙ กันยายน ๔๙

แถลงการณ์ฉบับที่2 คณะปฏิรูปการปกครองฯ
เมื่อเวลา 00.27 น. โฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คนเดิม) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรื่องห้ามการเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ให้ทหารทุกนายไปรายงานตัว ณ ต้นสังกัด และห้ามเคลื่อนย้ายกำลังออกจากที่ตั้งปกติโดยเด็ดขาด ถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549

พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ณ เวลา 00.27 น.

ใน ฉบับที่สาม ยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉิน ประกาศกฎอัยการศึกแทน ทั่วราชอาณาจักร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 พ.ศ.2540 ให้คณะรัฐมนตรี ศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร พ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญ ศาลอื่นๆ ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา คณะองคมนตรี ยังทำหน้าที่ปกติ

v
v
v
v
แถลงการณ์ฉบับที่3 คณะปฏิรูปการปกครองฯ
เมื่อ เวลา 00.39 น. โฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คนเดิม) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งว่า ประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3

ตามที่ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เรียบร้อยแล้วนั้น เพื่อความสงบเรียบร้อยในการปกครองประเทศ

คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงให้

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง

2. วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ

3. องคมนตรี คงดำรงตำแหน่ง และปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

4. ศาลทั้งหลาย นอกจากศาลรัฐธรรมนูญ คงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมาย และตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข

ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549

ลงชื่อพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน

หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขhttp://suannonweb.com/board/viewtopic.php?id=1376

23.59 น. ผู้บัญชาทหารทุกเหล่าทัพเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระตำหนักจิครลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
00.24 น. มีรายงานการปะทะกันที่บริเวณกองพันทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์บางเขน
00.28 น. พลตรี ประพาส สกุนตนารถ ที่ปรึกษาททบ.๕ อ่านแถลงการประกาศกฎอัยการศึกบังคบใช้ทั่วประเทศตั้งแต่ ๒๑.๐๕ น.ของวันที่ ๑๙ กันยายน ๔๙

Categories
Uncategorized

ประชาชนวิเคราะห์ข่าว วิกิลีกส์

วิกิลีกส์ -อภิสิทธิ์ยินดีปรีดาต่อรัฐประหาร19กันยา

ห้าปีให้หลังจากการก่อการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549,เคเบิ้ลของวิกิลีกค์ ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งแสดงให้เห็นโดยพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือนว่่า มีคุณค่าต่อความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในเนื้อหาของมันที่ เอกอัครราชฑูต ราล์ฟ บอยซ์ ได้รายงานเกี่ยวกับการประชุมที่เขาได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ที่สำนักงานใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อคุยสนทนาในเรื่องของการเมือง และการก่อการรัฐประหาร

นายอภิสิทธิ์ได้เริ่มขึ้นโดยการกล่าวยกย่องความมั่นใจใน “บุคลิกภาพ” ของหัวหน้าผู้ก่อการรัฐประหาร นั่นก็คือ พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน โดยกล่าวว่า เขา “มี่ความมั่นใจว่า พลเอกสนธินั้น ไม่ได้ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน เพื่อที่จะนำให้ตัวเขาเองนั้น ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจได้”

นายอภิสิทธิ์ได้อ้างว่า เขาเองนั้น “มีความวิตกกังวลมากกว่า กับกลุ่มที่มีความจงรักภักดีกับนายกฯ ทักษิณนั้น จะพยายามที่จะกลับหวนคืนเข้ามาสู่ชีวิตทางการเมืองอีก…” เขาเชื่อว่า การกระทำต่างๆ ของ ผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อนายกฯ ทักษิณ (ชินวัตร) นั้น จะ “นำความยุ่งยากมาให้กับ คณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (คปค) เพื่อที่จะฟื้นฟูเสรีภาพของประชาชนกลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

เขายังอ้างต่ออีกว่า ภรรยาของนายกฯ ทักษิณนั้น มีเงินสดอยู่กับเธอพร้อมแล้ว และ กลุ่มผู้จงรักภักดีต่อนายกฯ ทักษิณนั้น ได้ทำการเผาโรงเรียนหลายแห่งเมื่อสองสามวันก่อนหน้านี้

นายอภิสิทธิ์ก็ยังต้องการให้ รัฐบาลเผด็จการทหารนั้น “ได้ดำเนินการฟ้องร้องตัวบุคคลที่ก่อการทุจริตคอรัปชั่นเมื่อสมัยรัฐบาล นายกฯ ทักษิณเป็นผู้นำของประเทศ เพื่อที่จะนำให้สถานการณ์เข้าไปสู่ความสงบอย่างพอเพียง ต่อการอนุญาติให้ฟื้นฟูเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ”

เขาได้ถามว่า รัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ช่วยจัดส่ง “ข้อมูลกับ คปค มากขึ้นกว่าเก่าในเรื่องของความน่าสงสัยที่อาจจะได้เกิดขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การซื้ออุปกรณ์จากบริษัท เจนเนอรัล อิเล็กตรีค เกี่ยวกับ อุปกรณ์ตรวจค้นวัตถุระเบิด CTX”

นายอภิสิทธิ์ยังได้พรรณาต่อไปแบบ “ลุยแหลก” ในเรื่องของความเป็นไปได้ที่ “องคมนตรีพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์นั้น อาจจะได้ถูกเสนอตัวให้เป็นผู้ทีถูกคัดเลือกอย่างเหมาะสมที่สุดต่อตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีชั่วคราว….” ถึงแม้ว่า เขาก็ชอบอีกหลายๆ คนด้วย รวมไปถึง อีกหลายๆ คนในพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีความสามารถอย่างเก่งกล้า

ดูเหมือนกับว่า ตัวเอกอัครราชฑูตและนายอภิสิทธิ์นั้น ได้มีความเห็นพ้องต้องกันในเรื่อง ของ“ความสำคัญที่ คปค ได้ทำการเปลี่ยนผ่านอำนาจมาสู่รัฐบาลที่นำโดยฝ่ายพลเรือนอย่างเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ และในการกระทำเช่นนี้ ก็เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับสังคมนานาชาติที่ว่า สมาชิกในกลุ่มของ คปค เอง ไม่มีความตั้งใจที่จะคงเรืองอยู่ในอำนาจ” ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ได้ชักตัวพลเอกสุรยุทธขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่สนับสนุนโดยฝ่ายเผด็จการทหาร นั่นเอง

ปัญหาหนักเรื่องหนึ่งที่เป็นที่วิตกกังวลของนายอภิสิทธิ์ก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า พรรคไทยรักไทยที่ถูกขับไล่ออกไปนั้น อาจจะยังคงมีอำนาจอยู่ในทางการเมือง และเขาก็ห่วงว่า “พรรคไทยรักไทยจะชักจูงให้มีการใช้การลงประชามติในรัฐธรรมนูญฉบับหน้า เพื่อพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงการทำคะแนนนิยมด้วยการคัดค้านต่อการทำรัฐ ประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน เพื่อการฟื้นกลับคืนเข้ามาสู่แรงผลักดันทางการเมืองอีก….”

นายอภิสิทธิ์ดูเหมือนมีความรู้สึกว่า พรรคของเขานั้นได้เริ่มตีคะแนนสร้างความนิยมให้ขึ้นมาเทียบกับพรรคไทย โดยอ้างว่า ได้มี ‘การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่’ ในทัศนคติของทางฝ่ายสาธาณะชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยการเพิ่มพูนต่อความเห็นที่ว่า มีนโยบายและความคิดที่มีความหมายสำคัญต่อประชาชน รวมไปถึงการเอาใจใส่ดูแลคนยากคนจน และ ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างทันท่วงที”

เขาก็ยังกล่าวอ้างต่อไปว่า พรรคของเขานั้นจะทำคะแนนนิยม ขึ้นมาในทางภาคเหนือและภาคกลาง และอาจจะถึงกับแบ่งครึ่งในคะแนนเสียงของทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย

เวปของ PPT เองก็ยังสงสัยอยู่ว่า เขามี่ความคิดเห็นอย่างแน่ชัดเแบบนี้หรือเปล่าในปี พ.ศ. 2554?

เอกอัครราชฑูตได้แสดงความคิดเห็นต่อไปว่า:

นายอภิสิทธิ์เองก็ดูเหมือนกับประชาชนในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ซึ่งเห็นว่า การกระทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายนนั้น เป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการกำจัดนายกฯ ทักษิณออกไปนอกประเทศ เขาดูเหมือนกับว่าไม่ได้มีปัญหาความยุ่งยากใจอย่างเฉพาะเจาะจงในการควบคุม จำกัดต่อสถานการณ์ในเรื่องเสรีภาพของพลเมืองและกิจกรรมของพรรคการเมืองในขณะ นี้ แต่เขาก็หวังอย่างเห็นได้ชัดว่า เรื่องเหล่านี้ ควรที่จะมีการผ่อนผันลงมาในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า คปค เอง มีความสามารถจัดการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีชั่วคราวเสียก่อน ซึ่งเป็นผู้มีความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ในเรื่องความมั่นคงของประเทศ และสามารถจำกัดอิทธิพลที่ยังเกาะกุมอยู่โดยฝ่ายผู้จงรักภักดีกับนายกฯ ทักษิณ

เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า ซึ่งเห็นได้ชัด ก็คือ นายอภิสิทธิ์นั้น ได้ยินดีปรีดาต่อการกระทำรัฐประหารว่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เพื่อจะนำตัวเขาเอง ใกล้เข้ามากว่าเก่าอีกหนึ่งขั้นต่อตำแหน่งของการเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการทำให้คู่แข่งทางการเมืองของเขานั้นได้อ่อนแอลง หรืออาจจะถึงกับทำลายมันลงไปด้วย
เรื่องที่กล่าวมาแล้วทุกอย่าง ไม่ได้มีความแปลกใจอะไรเลย ถ้าท่านผู้อ่านได้ย้อนกลับไปถึง การแสดงความคิดเห็นของนายอภิสิทธิ์ที่ให้กับทางฝ่ายสื่อมวลชนในสมัยของการ กระทำรัฐประหาร การลำดับเหตุการณ์รายละเอียดนั้น เข้าชุดกันได้เป็นอย่างดีเยี่ยม นายอภิสิทธิ์เองก็ได้แสดงตัวเขาเองให้เห็นมาอย่างยาวนานแล้วว่า ตัวเขานั้น ไม่ใช่ผู้ที่มีความเชื่อมั่นต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (เหมือนตามที่เขาได้ใช้ชื่อของพรรคว่า “ประชาธิปไตย”) เลยแม้แต่เพียงนิดเดียว

ความคิดเห็นของผู้แปล:

บทความนี้ เป็นบทความสำคัญต่อการ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” ซึ่งเราได้เห็นนายอภิสิทธิ์เอง ได้กล่าวต่อเอกอัครราชฑูตบอยซ์ ซึ่งกลายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำรัฐประหารอย่างลับๆ จากการ lobby โดยฝ่ายอำมาตย์ อย่างที่เคยแปลไว้ใน วิกิลีกค์ ฉบับเก่าๆ

สิ่งที่ดิฉันแปลกใจก็คือ การกระทำของตัวเอกอัครราชฑูตบอยซ์เอง ซึ่งเป็น “ผู้ไปเยี่ยม” ถึงสำนักงานใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆ ที่การทำรัฐประหารเพิ่งจะจบลงได้ประมาณอาทิตย์เดียวเท่านั้นเอง แสดงว่า พรรคการเมืองนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทางฝ่ายสหรัฐอเมริกา รวมไปถึง การให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยนักป้อนข้อมูล นายสุเทพ เทือกสุบรรณด้วย

นายอภิสิทธิ์เล่นตามบททุกอย่าง ด้วยการกล่าวหาในเรื่องของ การทุจริตคอรัปชั่นโดยฝ่ายรัฐบาลเก่า แต่สิ่งที่น่าแปลกใจต่อดิฉันในบทความนี้ ก็คือ ไม่มีการกล่าวหาใดๆ ต่อนายกฯ ทักษิณ เกี่ยวกับเรื่องการหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของการกระทำรัฐประหาร นายอภิสิทธิ์ ไปห่วงอยู่กับคะแนนความนิยมของพรรคตนเอง มากกว่าเรื่องการหมิ่นฯ นะคะ

เหมือนกับที่ทางเวป PPT ได้กล่าวไว้ว่า การที่นายอภิสิทธิ์ไปโม้กับ เอกอัครราชฑูตบอยซ์ เมื่อปี พ.ศ. 2549 นั้นว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมเพิ่มมาขึ้น เนื่องจากนโยบายและการช่วยเหลือคนยากจน แต่ทำไมพรรคตนเองถึงพ่ายแพ้ต่อพรรคพลังประชาชนของท่านสมัคร สุนทรเวช เมื่อปลายปี พ.ศ. 2550 ล่ะ? ทั้งๆ ที่ตนเองบอกว่า คะแนนความนิยมกำลังตีตื่นขึ้นมา นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความโกหกตอแหลที่ตนเองมี และใช้อยู่อย่างประจำทีเดียว

การที่นายอภิสิทธิ์ยกยอ พลเอกสุรยุทธ นั้น ก็คือ การเปิดทางให้กับตัวเขาด้วย เพราะเขาก็รู้ว่า ไม่มีทางที่พรรคของตนเองจะชนะการเลือกตั้ง ก็ต้องใช้วิธีประจบสอพลอกับบุคคลผู้มีอำนาจ เพื่อจะได้นำตนเองขึ้นมาสู่เวทีทางการเมืองให้ได้

การเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ก็ยังมีมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน เคเบิ้ลฉบับนี้ ได้เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 ปีนี้ ก็ ปี พ.ศ. 2554 เป็นไงคะ วิธีสกปรก ก็ยังติดอยู่กับพรรคนี้ ประชาชนเขาจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างคะ?

สำหรับความคิดเห็นของดิฉันนั้น บุคคลที่ควรจะถูกต่อว่ามากที่สุด คือ ตัวเอกอัครราชฑูตบอยซ์เอง ในการเขียนเคเบิ้ลให้กับทางฝ่ายรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมีอคติ ทุกอย่างกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยการอ้างอิงว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่นั้น เห็นด้วยกับการกระทำรัฐประหาร การเขียนเคเบิ้ลอย่างนี้ แสดงถึงภาพพจน์ที่ว่า กรุงเทพฯ คือประเทศไทย เอกอัครราชฑูตบอยซ์ ไม่กล้าเขียนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วยกับการกระทำรัฐประหาร เพราะความหมายจะเปลี่ยนแปลง จากดำเป็นขาว และ ขาวเป็นดำโดยทันที ดิฉันคิดว่า จะได้รับการต่อต้านเป็นอย่างยิ่งกับทางวอชิงตันด้วย

เมื่อแปลบทความจากวิกิลีกค์คราใด ก็ยังอดห่วงไม่ได้ที่จะต้องเตือนรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ให้กระทำการสื่อสารกับคณะฑูตานุฑูตอย่างดีที่สุด ไม่อย่างนั้น พวกเขาจะไปหาข้อมูลจากฝ่ายตรงข้ามทันที เรื่องนี้ แท้จริงแล้ว มันโยงไปถึงฝ่ายรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะจะต้องเป็นผู้แถลงข่าวและออกข่าวให้กับรัฐบาลนานาชาติเขาทราบถึง ฐานะ, สถานการณ์และสภาพทางการเมืองของรัฐบาลในปัจจุบัน

ประเทศอื่นๆ เขารอรับฟังข่าวสารจากฝ่าย รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ เพราะมันเกี่ยวกับนโยบายและความเชื่อมั่นในการลงทุนกับประเทศไทยในอนาคตนะคะ

ถ้าตัวรัฐมนตรียังอยู่เฉยๆ หรือเงียบๆ อย่างนี้ อีกสักพัก ดิฉันก็คงจะต้องเขียนบทความแรงๆ เสียหน่อย เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องเสื้อแดง ไม่ใช่กับพรรคเพื่อไทยค่ะ เพราะการนำบุคคลที่ขาดคุณสมบัติมาปฎิบัติงานนั้น มันเป็นผลร้ายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

ถ้าดิฉันเป็นพลเมืองของประเทศไทย ดิฉันจะเลือกการช่วยเหลือกับประเทศชาติก่อนพรรคเพื่อไทยค่ะ เราต้องคิดกันอย่างนี้ การยึดถือตัวบุคคลและกับพรรคการเมืองจะหมดไป เราจะไปพิจารณากันทางนโยบาย เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติในอนาคตสืบต่อไป

ขอบคุณค่ะ

ดวงจำปา
www.internetfreedom

Categories
Uncategorized

นานาชาติพร้อมใจแนะกลางเวทียูเอ็น ประเทศไทยควรแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ – พ.ร.บ. คอมพ์ฯ

เมื่อเวลา 19.30 วันที่ 5 ตุลาคม 2554 สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จัดเวทีการรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลไทยรายงานสถานการณ์สิทธิฯ ต่อสหประชาชาติและตัวแทนจากรัฐบาลต่างๆ กว่า 50 ประเทศ ทั้งนี้ ทางข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้ทำการถ่ายทอดสดการรายงานดังกล่าว ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ถนนเพลินจิต

การรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ หรือกระบวนการยูพีอาร์ เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ในสภาสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ตั้งคำถามต่อประเทศที่ถูกตรวจสอบ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งใน 16 ประเทศของรอบเดือนตุลาคม 2554 ที่ต้องรายงานสถานการณ์สิทธิภายในประเทศต่อประชาคมนานาชาติ โดยใช้เวลารวมทั้งหมดสามชั่วโมง

ทางคณะผู้แทนไทย นำโดยเอกอัครราชทูตสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ พร้อมตัวแทนจากกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงแรงงาน ได้รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยโดยรวมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมาก จะเห็นจากการที่สื่อไทยและต่างประเทศสามารถทำงานได้โดยปราศจากการแทรกแซงของ รัฐบาล และกล่าวถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในปีที่แล้วว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการทำการเยียวยา และชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบตามความเหมาะสม

อังกฤษ-นอร์เวย์ ระบุ เคารพสถาบันได้ แต่อย่าจำกัดเสรีภาพการแสดงออก

ในเวทีดังกล่าว พบว่า ตัวแทนรัฐบาลจากเกือบ 20 ประเทศ อาทิเช่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ สวีเดน แคนาดา ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกในไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และได้เสนอคำแนะนำต่อประเทศไทย ให้ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ทางตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ กล่าวในประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกของประเทศไทยว่า เห็นด้วยกับประเทศไทยที่ชี้ว่า การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยความ เคารพ อย่างไรก็ตาม ประชาชนไทยควรจะสามารถถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของ สถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญได้ โดยไม่กลัวว่าจะถูกดำเนินคดีเพราะทำผิดกฎหมาย

เช่นเดียวกับตัวแทนรัฐบาลนอร์เวย์ ที่แสดงความเป็นห่วงถึงจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายหมิ่นและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่สูงขึ้นมาก และได้มีข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลไทย ควรทำให้กระบวนการยุติธรรมต่อผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายดังกล่าวเป็นไป อย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ และควรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่เหมาะสมแก่ผู้ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายดัง กล่าวด้วย

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ในฐานะที่นอร์เวย์เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบรัฐธรรมนูญอันทรงมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional Monarchy) นอร์เวย์เองก็มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากแต่กฎหมายดังกล่าวกำหนดผู้ฟ้องไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์ หรือต้องได้รับคำยินยอมจากพระมหากษัตริย์ก่อนเท่านั้น ทำให้ป้องกันไม่ให้มีการนำกฎหมายดังกล่าวไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้

“เราขอแนะนำให้ประเทศไทย แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งนี้ เรายินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเราในประเด็นดังกล่าว [กับประเทศไทย]” ตัวแทนจากรัฐบาลนอร์เวย์ระบุ

ด้านรัฐบาลไทยแจง กำลังทบทวนกฎหมายหมิ่นฯ -พ.ร.บ. คอมพ์ฯ

ด้านตัวแทนจากกระทรวงยุติธรรมไทย กล่าวรายงานต่อสภาสิทธิฯ ว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ และพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ มิได้ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกใดๆ อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยอมรับว่ากฎหมายดังกล่าวควรมีการแก้ไขเพื่อป้องกันมิให้กฎหมายดัง กล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อทบทวนและคัดกรองคดีความที่เกี่ยวกับประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ทำให้หลายคดีถูกถอนข้อกล่าวหาไปแล้วเนื่องจากไม่มีมูลเหตุเพียงพอ

นอกจากนี้ ผู้แทนไทยยังชี้แจงว่า ในขณะนี้ รัฐบาลได้ได้ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในส่วนที่เป็นปัญหา โดยศึกษาตัวอย่างจากประเทศต่างๆ พร้อมทั้งกล่าวว่า ข้อถกเถียงที่มีอยู่มากเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวในสังคมไทยตอนนี้ จะถูกนำมาพิจารณาในคณะกรรมการดังกล่าวด้วย

ในประเด็นเรื่องพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ทางตัวแทนไทยได้ชี้แจงว่า กฎหมายดังกล่าวมีการป้องกันการใช้อย่างเหมาะสมแล้ว ดังจะเห็นจากข้อกำหนดที่ต้องขอหมายศาลก่อน เพื่อขออนุญาติก่อนทางตำรวจจะดำเนินการใดๆ อย่างไรก็ตาม เขาแจงว่า ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังพิจารณาการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริการให้อินเตอร์เน็ตมาให้ข้อเสนอแนะ

นานาชาติยังจับตาสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้

ด้านตัวแทนรัฐบาลฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา ออสเตรีย และอีกหลายประเทศ ยังได้ยื่นข้อเสนอรัฐบาลไทย ให้ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากมองว่า เป็นสาเหตุของการจับกุม คุมขัง และซ้อมทรมาน รวมถึงการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะมาตรา 17 ในพ.ร.ก ฉุกเฉิน ซึ่งหลายประเทศมองว่า เป็นการงดเว้นโทษให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ

ทางรัฐบาลออสเตรีย กล่าวในที่ประชุมว่า ประเทศไทยยังคงมีปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงความยุติธรรม การงดเว้นโทษของหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงปัญหาด้านสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำ พร้อมกันนี้ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิรูประบบยุติธรม และลงนามเป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) รวมถึงอนุสัญญาป้องกันการบังคับคนให้สูญหายด้วย

ด้านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ตอบข้อเสนอแนะดังกล่าวว่า กฎหมายพิเศษที่ใช้อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นกฎหมายที่จำเป็นเพื่อใช้ในการจัดการสถานการณ์ที่มีความรุนแรง ทั้งนี้ เขาชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานหลักสิทธิมนุษยชนสากล และมิได้เป็นสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ

“กฎหมายพิเศษดังกล่าวนี้ มิได้เป็นสิ่งที่จะเอามาใช้แทนกระบวนต่างๆ ตามกฎหมาย นอกจากนี้ มาตรา 17 ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็มิได้อนุญาตการงดเว้นโทษใดๆ แก่เจ้าหน้าที่รัฐแม้แต่น้อย เพราะพวกเขายังอยู่ภายใต้กฎหมายอาญา โปรดแน่ใจได้เลยว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” สีหศักดิ์ย้ำ

ผู้สื่อข่าวเนชั่นชี้ ‘สีหศักดิ์’ ให้ข้อมูลเชิงบิดเบือน เกรงต่างชาติเข้าใจผิด

ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น หนึ่งในวิทยากรในงาน ให้ความเห็นว่า ในประเด็นเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นับว่าเป็นความสำเร็จ เนื่องจากมีราว 20 ประเทศได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปรับการใช้กฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลัก สิทธิมนุษยชนสากล อย่างไรก็ตามเขาชี้ว่า สีหศักดิ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการรายงานสถานการณ์สิทธิ ได้พยายามให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง

“ท่านทูตบอกว่า ประเทศไทย สื่อมีเสรีภาพที่จะพูดเรื่องการเมือง ต้องถามว่าถ้าการเมืองไปโยงกับสถาบันปุ๊บ สื่อสามารถจะพูดได้หรือเปล่า ก็ชัดเจนว่าสื่อพูดไม่ได้ สื่อไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมที่จะตั้งคำถามหรือถกเรื่องเกี่ยวกับบทบาทเรื่อง กฎหมายหมิ่นฯ ต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพทางการเมือง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทูตพูดในทำนองทำให้ชาวต่างชาติหรือสาธารณะเข้าใจ ผิดได้” ประวิตรกล่าว

นอกจากนี้ ประวิตรยังมองว่า ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ในฐานะที่ชูประเด็นเรื่องประชาธิปไตย ทำหน้าที่ได้อย่าง “น่าละอาย” และ “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ยกประเด็นเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มากล่าวในเวที ทั้งๆ ที่ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปพูดเรื่องนี้ทั้งหมด หากแต่เพียงจำกัดอยู่เรื่องการสนับสนุนคณะกรรมการปรองดองฯ เท่านั้น

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตสีหศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังกับผู้สื่อข่าวว่า ในประเด็นเรื่องเสรีภาพสื่อ เขาหมายถึงสื่อสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและประเด็นทางการเมืองได้อย่าง เสรี ส่วนในเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ เขากล่าวว่า ทางคณะผู้แทนไทยได้ยอมรับว่ากฎหมายดังกล่าวถูกใช้ในทางที่ผิด และย้ำว่า เรื่องนี้ต้องนำมาพูดคุยกัน เพื่อนำไปสู่การหาฉันทามติร่วมกันในระดับชาติต่อไป

ที่มา :[url]http://www.prachatai.net/journal/2011/10/37269[/url]

Categories
Uncategorized

เพื่อนพ้องน้องพี่ แสงไฟในเศษฟืน::ถ้าเราพอจะช่วยได้..ยาย..รอ…

เรื่องนี้เป็นเรื่องของสังคมที่อ่านแล้วอาจทำให้หลายๆ คนสะเทือนใจและสงสัยเหมือนที่ดิฉันสงสัยว่าประเทศไทยของเราสังคมไทยของพัฒนามาถึงปัจจุบันนี้ยังมีเรื่องแบบนี้กันอีกหรือ

เนื้อเรื่องทั้งหมดได้รับจากฟอร์เวิล์ดเมล์
พอไปถึงโคราช ก็ขับรถวนไปตรงถนนย่าโม หาทางไปตลาดแม่กิมเฮง ผ่านศาลย่าโมมานิดหน่อย พอมองหา ก็เห็นคุณยายนั่งอยู่ตรงเสาไฟฟ้าที่สามแยกหน้าร้านทอง (จอดรถที่วัดสะแกแล้วเดินกลับมานิดหน่อยก็เจอ) คุณยายนั่งอยู่กับพื้น ตรงหน้ามีผ้าพลาสติกเก่า ๆ มีเศษไม้มัดไว้เป็นกำ ๆ วางไว้เรียบร้อย มีกระดาษที่คนใจดี print ให้ไว้ว่า ”เศษไม้ก่อไฟ มัดละ 1 บาท” 

เราบอกคุณยายไปว่า เห็นเรื่องยายในหนังสือ (หมายถึง email แต่ กลัวยายไม่รู้จัก) ก็เลยมาเยี่ยม คุณยายหูตึงแล้ว แต่ยังคุยรู้เรื่องนะ แกถามว่าหนูมาจากไหน จะอยู่กี่วัน มานี่พักอยู่ที่ไหน เราก็ตอบแกไปว่ามาจาก กรุงเทพฯ แกถามว่าอยู่เขตอะไร ก็บอกแกไปว่าอยู่เขตประเวศ ตอนนั้นคิดว่าบอกไป แกก็คงไม่รู้จักหรอก ระหว่างนั้นก็มีคนเดินมาดูเศษฟืน ถาม ๆ อะไรหน่อยแต่ก็ไม่ได้ซื้อ เราก็เลยบอกคุณยายว่าหนูขอซื้อกำ นึงนะ แล้วก็เอาเงินให้แกไปร้อยนึง ยายก็ยิ้มดีใจ ขอบใจให้พร ตอนนั้นประมาณบ่ายกว่า ๆ ยายบอกว่ายังไม่ได้กินข้าว เราก็เลยบอกให้ยายเก็บเงินไว้กินข้าวนะ แล้วยายก็เอาเงินซุกลงไปในเสื้อ เหน็บไว้ตรงหน้าอก ไอ้เราก็กลัวเงินจะหล่นนะ เพราะหน้าอกยายไม่ใช่สาว ๆ แล้ว 

เท่าที่คุยกับยายก็เลยรู้ว่าแกต้องจ้างคนผ่าเศษไม้ให้ ถุงนึง 100 บาท แล้วแกก็เอากรรไกรเก่า ๆ เป็นสนิมอันนึง นั่งตั้งอกตั้งใจตัดให้เป็นท่อนเท่า ๆ กัน มัดด้วยหนังยาง ขายกำละ 1 บาท เท่าที่เห็น ถ้าขายกำละ 1 บาทจนหมด ไม่รู้จะได้ถึง 100 บาทมั้ย ยายบอกว่าก็ขายพอกินข้าวได้ไปวัน ๆ แล้วตอนเย็นยายต้องจ้างสามล้อ 20 บาท ไปส่งตรงป้ายรถเมล์ จ่ายค่ารถเมล์อีก 8 บาท พอลงรถแล้วต้องเดินต่อไปอีกกว่าจะถึงบ้าน แต่รถบางคันก็ไม่ยอมรับแกขึ้นรถนะ

พอคุยกันซักพัก เราก็ขอตัวลาแกไปทำงาน แกก็อวยพรให้ บอกว่า ”ขอให้เจริญ ๆ นะหนู… อยู่แถวประเวศใช่มั๊ย” ดี จังเลย คุณยายจำได้ด้วย เราคิดว่าคุณยายใส่ใจฟังจริง ๆ นะ คนบางคนเวลาที่เราคุยด้วย ก็ถามนั่นถามนี่ไปตามมารยาท ไม่ได้ใส่ใจฟังจริง ๆ อย่างนี้หรอก

คุณยายบอกว่า คิดถึงยายก็มาเยี่ยมยายนะ ยายอยู่ตรงนี้แหละ พอเราเดินออกมานิดหน่อยก็คิดถึงยายแล้วหล่ะ หลังจากนั้นประมาณซัก 10 นาที (ไปทำงาน) พอเดินกลับมาเห็นคนขายก๋วยเตี๋ยวหนุ่มทางทางใจดี กำลังเอาก๋วยเตี๋ยวมาให้ยาย แล้วก็คอยดูอยู่ว่ายายจะทานได้มั๊ย เราเลยเดินไปซื้อน้ำเปล่ามาให้ยายขวดนึง แล้วก็บอกให้ยายกินน้ำด้วยนะ อากาศร้อน ยายก็ยิ้มดีใจ บอกว่า ”ดีจังเลย ได้กินน้ำเย็น ๆ” ฟังแล้วก็ดีใจจัง

มาคิด ๆ ดูแล้ว บางทีเราเองกินทิ้งกินขว้าง จ่ายเงินกับเรื่องไร้สาระ ซื้อของแพงโดยไม่จำเป็น ไปร้านทำผมมาทีก็หลายตังค์ แต่น้ำเย็นขวดนึงแค่ 10 บาท ทำให้คนแก่คนนึงยิ้มได้อย่างมีความสุขขนาดนี้ เย็นวันนั้นโทรไปเล่าให้เพื่อนฟัง บอกว่าวันรุ่งขึ้นก่อนกลับ กทม จะไปหายายอกีที เพื่อนใจดีก็ฝากเอาเงินไปให้ยายอีกด้วย

พอวันรุ่งขึ้นตอนใกล้ ๆ เที่ยง ก็ซื้อน้ำเย็นไปให้ยายอีกขวด (คราวนี้ตั้งใจเลือกขวดเย็นเจี๊ยบเลย) พอคุณยายเห็นหน้าเราแล้วก็พูดว่า ”อ๋อ หนูที่อยู่ประเวศใช่มั๊ย” ดูซิ ยายน่ารักจังเลย จำได้ด้วย เราถามแกไปว่ากินข้าวหรือยัง แกบอกว่า ”ยังไม่มีเวลากินเลย มีแต่เวลาทำงาน (ตัดไม้) ตั้งแต่เช้ายังขายไม่ได้ซักกำเลย” เราก็เลยไปซื้อข้าวมาให้ แล้วก็เอาเงินของเพื่อนกับเงินตัว เองให้แกไปอีกจำนวนนึง บอกให้แกเก็บดี ๆ นะ ค่อย ๆ ใช้ ยายกระซิบบอกว่า ต้องเก็บดี ๆ เพราะเคยมีคนมาแย่งเงินแกไปเฉย ๆ เลย เป็นผู้หญิง (ทำไมใจร้ายนักก็ไม่รู้ !) แล้วแกก็ล้วงเข้าไปในเสื้อ ดึงกระเป๋าผ้าใบเล็ก ๆ เก่า ๆ ที่มีสายผูกกับเสื้อแกอีกที แล้วก็เก็บเงินเข้าไปในนั้นอย่างระวังตอนขอถ่ายรูป คุณยายบอกว่า ”ยายขายฟืน ให้ยายถือฟืนซักกำนึง ถ่ายรูปด้วยดีมั๊ย” … แหม คุณยายนี่ก็มี prop นะคะ โพสต์ท่าเก่งไม่เบา …

เราเอารูปในมือถือยื่นให้ยายดู แต่ยายบอกว่ามองไม่เห็นหรอก เพราะตายายไม่ดี หมอเพิ่งลอกต้อออกไปแค่ข้างเดียว ตอนนี้ดูฟ้าเห็นพระอาทิตย์เป็นสีเหมือนเลือดเลย น่าเศร้าจัง ยายบอกว่ากลับไปแล้วถ้ามีโอกาส มาอีก หรือถ้ามีใครมาโคราช ยายขอรูปแผ่นนึงนะ ฝากเค้าเอามาให้ยายทองตรงนี้ แล้วบอกว่าจากหนูที่อยู่ประเวศ ยายก็จะจำได้ …. คุณยายความจำดีจริง ๆ

ก่อนกลับ ยายอวยพรให้อีกหลายครั้ง แล้วถามว่าจะมาโคราชอีกเมื่อไหร่ สงกรานต์จะมามั๊ย เราก็ไม่แน่ใจหรอก แต่ถ้ามีโอกาสต้องไปหายายอีกแน่ ๆ ใครที่มีโอกาส อยู่โคราชหรือผ่านไปทางโคราช แวะไปเยี่ยมคุณยายหน่อยนะคะ ไม่เสียเวลามากหรอกค่ะ แค่มีคนไปคุยด้วย แกก็ดูความสุขขึ้นมาก ๆ แล้ว ถ้าพอจะช่วยเหลือได้ ก็ซื้อเศษไม้ของยายซักกำ ถึงจะไม่มีใครต้องการใช้ แต่ตอนนี้ เรารู้สึกว่ามีคุณค่ามากสำหรับจิตใจ ของทั้งผู้ให้และผู้รับ

ขอบคุณทุก ๆ คนที่เคย Forward Mail นี้ต่อ ๆ มาให้ และก็หวังว่ามันจะยังคงถูก FW ต่อไปอีกเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็ช่วยต่อชีวิตให้คุณยายทอง ที่ไม่ได้ร้องขออะไรเลย แต่ยังคงทำงานขายเศษไม้แลกเศษเงินเพื่อประทังชีวิต

 แสงไฟในเศษฟืน::ถ้าเราพอจะช่วยได้..ยาย..รอ…แสงไฟในเศษฟืน::ถ้าเราพอจะช่วยได้..ยาย..รอ…
คำสอนของยายทอง ขอปล้องกลาง
ชีวิตหญิงชราวัย 81 ปี ที่ต่อสู้ชีวิต ด้วยการ”ขายเศษฟืน”
ยายทอง คือยายที่เราเคยไปถ่ายทำสารคดีเรื่อง แสงไฟในเศษฟืนแล้วได้รับรู้ว่าชิวิตของยายนั้นต้องอยู่อย่างลำบากในเพิงสังกะสีเก่าๆ
ไม่ต่างจากกองขยะ ที่ทั้งอุดอู้ สกปรก และไม่สามารถกันแดดฝนอะไรได้เลยยายต้องเดินเท้าหลายกิโลพร้อมกับกระสอบฟืน ขวดน้ำเก่าๆ และร่มคันหนึ่ง
ใช้พยุงตัวเองมาเรื่อยๆให้ถึงหน้าโรงเรียนบุญวัฒนาเพื่อขอขึ้นรถโดยสาร
(ที่บางคันจอดรับ และบางคันก็ไม่ให้ยายขึ้น) ไปยังหน้าร้านทอง
สามแยกตลาดแม่กิมเฮง”1  บาท เศษไม้ขอแลกเศษเงิน ขอบคุณลูกหลาน..ที่ช่วยต่อชีวิตให้ยาย”
ประโยคหนึ่งในเศษกระดาษเก่ายับที่วางอยู่หน้ากองฟืน
ได้คนขับสามล้อแถวนั้นเขียนทิ้งไว้ให้
เผื่อว่าคนที่ผ่านไปมาจะได้เห็นว่าที่มุมเสาไฟฟ้านั้นมีอีกชีวิตที่รอคนเมตตา
ซึ่งความจริงนั้นบางวันยาย…
อาจได้แค่คนที่หยุดมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่มีใครสนใจจะซื้อเศษไม้ไร้ค่านั้นเลย
สักคนเดียว

Categories
Uncategorized

เพื่อนพ้องน้องพี่ เมื่อหายนะ…มาเยือน เบื้องหน้าเบื้องหลังการสลายการชุมนุม 10 เมษายน 2553

เมื่อหายนะ…มาเยือน เบื้องหน้าเบื้องหลังการสลายการชุมนุม 10 เมษายน 2553

ในความมืดนั้นคนชุดดำปรากฏตัวขึ้นแล้ว..แนวปะทะที่สี่แยกคอกวัว มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บถูกหามออกมา ทันใดนั้นก็มีเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้น ภาพที่เห็นจากคลิปวีดิโอ ระเบิดเอ็ม 79 น่าจะตกกลางแถวทหารประมาณแถวที่สอง ทหารล้มลงหลายคน และพยายามลากผู้บาดเจ็บถอยหลังหนี ระเบิดลูกที่สองซึ่งน่าจะมาจากคนยิงคนเดิมยิงลึกเข้าไปทางด้านขวามือของ ระเบิดลูกแรก ลูกนี้ก็น่าจะทำให้มีผู้บาดเจ็บอีก ส่วนระเบิดลูกที่สามยิงลึกเข้าไปอีกเพื่อจะให้ทหารถอยออกไป ลูกที่สี่ตกที่ทางแยกเข้าถนนข้าวสาร เป็นการสกัดไม่ให้ทหารที่ถนนข้าวสารถอยกลับมาที่ถนนตะนาวได้ ช่วงนี้กระสุนจริงถูกยิงตอบโต้เข้ามาเยอะ และก็น่าจะเป็นช่วงที่คนชุดดำยิงตอบโต้กลับไป ในภาวะนี้ใครหลบไม่ทันก็ต้องเจอลูกปืนจริง ๆแน่นอน มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงเวลานี้หลายคน

โดย แรม ราชประสงค์
18 เมษายน 2553
หมายเหตุไทยอีนิวส์:แรม ราชประสงค์ บอกว่า ได้เขียนลำดับภาพรวมของวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่นำไปสู่เหตุการณ์ 10 เมษาฯเลือด ภายหลังจบเหตุการณ์นี้ โดยได้เข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุในภายหลังเหตุการณ์ และสัมภาษณ์ผู้อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งเปิดคลิปวีดิโอ เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์หน้านี้ ท่านใดเห็นต่างในข้อเท็จจริงสามารถโต้แย้งมาได้ เพื่อบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์

ครั้งแรกเมื่อมีการชุมนุม ของคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มีนา 2553 คนส่วนใหญ่คาดว่าการชุมนุมคงจะจบสิ้นในสองสามสัปดาห์ คนเสื้อแดงเองก็คาดว่าถ้า 7 วันไม่จบ 15 วันก็ต้องจบ ไม่มีใครคิดว่าคนจำนวนมากมายขนาดนั้นจะยืนหยัดต่อสู้ได้ยาวนานนับเดือน แกนนำคิดว่าเมื่อนำคนมาจำนวนมาก ๆรัฐบาลจะต้องยอมยุบสภาแน่นอน

ส่วน ทางรัฐบาลก็คิดว่าผู้ชุมนุมมากมายขนาดนั้นไม่น่าอยู่ได้นานนัก ถึงอยู่นานก็ไม่น่าทนอากาศร้อนและความยากลำบากได้ไม่เกินสองสามสัปดาห์ก็คง กลับบ้านแล้ว จากความคิดพื้นฐานว่าคนส่วนใหญ่เป็นม็อบรับจ้าง แต่พอผ่านไปสองสัปดาห์ ทุกคนก็เริ่มไม่แน่ใจ แกนนำผู้ชุมนุมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเดินแต้มต่อไปอย่างไรถึงจะถูก ใกล้สงกรานต์แล้วคนจะเหลืออยู่สักเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็สู้ต่อไป ผู้ชุมนุมเสื้อแดงย้ายมาราชประสงค์ การต่อสู้เปลี่ยนเป็นเกมที่หนักขึ้น รัฐบาลออกประกาศเพื่อจำกัดและควบคุมการชุมนุม ดูเหมือนไม่มีผลอะไร กลับทำให้คนกรุงเทพ ฯและปริมณฑลมาร่วมชุมนุมมากขึ้น การยึดสี่แยกราชประสงค์ทำให้รัฐบาลตัดสินใจสลายการชุมนุม เมื่อรู้แน่ชัดว่าคนเสื้อแดงจะชุมนุมยืดเยื้อจนข้ามเทศกาลสงกรานต์อย่างแน่ นอน

วิเคราะห์

-การปะทะกันครั้งนี้ปรากฎผลที่เป็นภาพและ ข่าวออกมาให้คนทั่วไปรู้ก็คือทหารมีการเสริมอาวุธและกระสุนปืนจริงเข้าไปใช้ และถูกจับได้เป็นจำนวนมาก

-ทหารฝ่ายรัฐมีจุดมุ่งหมายอย่างแรงกล้า ที่จะปิดทีวีจอแดงให้ได้ เพราะคิดว่าถ้าไม่มีทีวีจอแดงจะมีคนมาร่วมน้อยลง เพราะไม่มีการปลุกระดมผ่านสื่อ ทีวีที่เหลือทุกช่องรัฐคุมได้หมดแล้ว คุมได้แม้กระทั่งภาพหรือมุมกล้อง

-กลุ่มคนเสื้อแดงได้บทเรียนจากการ ปะทะครั้งแรก มีความเชื่อมั่นในพลังของตนเองมากขึ้น และพอมองออกว่าทหารส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้อาวุธสงคราม หรือใช้ความรุนแรงมากนัก

เหตุการณ์ สลายการชุมนุม 10 เมษา

1.รัฐบาลคิดว่ากลไกที่สำคัญที่เป็นตัวเชื่อม ของคนเสื้อแดงคือพีทีวีหรือทีวีจอแดง ดังนั้นก่อนจะเริ่มแผนสลายการชุมนุม รัฐบาลจึงบุกเข้าไปบังคับปิดสถานี ว่ากันว่างานนี้ถึงขนาดใช้ปืนจี้บังคับดับสัญญาณที่สถานีโทรคมนาคมที่ลาด หลุมแก้ว ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยกขบวนเข้าไปทวงคืนในวันถัดไปทันที การปะทะกันครั้งแรกเราจะเห็นภาพก้อนดินจากท้องนาที่คนเสื้อแดงระดมขว้างใส่ ทหาร ซึ่งใช้แก๊สน้ำตาโต้ตอบประปราย ในที่สุดฝ่ายทหารก็ต้องยอมถอยและคนเสื้อแดงก็ต่อสัญญาณใช้ได้ต่อมาอีกเพียง หนึ่งวัน หลังจากนั้นก็ถูกวิชามาร คือการปล่อยสัญญาณรบกวนจนใช้การไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะแก้ได้ก็เพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็กลับมาใช้ไม่ได้เหมือนเดิม

2.แนว ความคิดมาจากความต้องการของรัฐในการสร้างความเชื่อมั่นว่าตัวเองยังมีอำนาจ ในการปกครองและบริหารบ้านเมืองได้ ตัวนายกและรัฐมนตรียังมีความสามารถทำงานได้ แต่ผู้ชุมนุมได้แสดงออกโดยไม่สนใจประกาศต่าง ๆของรัฐบาลเลย ไม่ว่ารัฐบาลจะห้ามอะไร ผู้ชุมนุมก็จะทำสิ่งนั้น ห้ามไปที่ไหน ผู้ชุมนุมก็จะไปที่นั่น

มีแรงบีบจากรอบด้านที่ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อ แดง ว่ารัฐบาลต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบก่อนสงกรานต์ ถ้าหลังเทศกาลสงกรานต์แล้วกลับมา ยังมีผู้ชุมนุมอยู่เต็มเมือง ก็แสดงว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะดูแลบ้านเมืองได้ แผนการต่าง ๆจึงถูกกำหนดขึ้น การปิดทีวีจอแดงดูจะเป็นบันไดขั้นแรกของการสลายการชุมนุม แม้เสื้อแดงจะทำให้ทหารถอยร่นไปจากสถานีไทยคมได้ แต่ผลที่สุดแล้ว ทีวีจอแดงก็ใช้งานไม่ได้ นี่เท่ากับว่าแผนขั้นแรกของรัฐบาลได้บรรลุผลแล้ว

3.ทุก ฝ่ายคาดว่าหลังวันที่ 9 เมษาจะเป็นวันหยุดยาว จำนวนผู้ชุมนุมคงมีไม่มาก เพราะคนส่วนหนึ่งจะต้องกลับไปเทศกาลสงกรานต์

การชุมนุมสองจุดที่ ผ่านฟ้าและราชประสงค์ ทำให้กำลังคนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ช่วงบ่ายที่อากาศร้อนจะมีผู้ชุมนุมน้อยมากทั้งสองแห่ง มีคนสรุปว่าผู้ชุมนุมกลัวอากาศร้อนมากกว่าคำประกาศข่มขู่ของศอฉ.

ทำไม ต้องเป็นวันที่ 10 เมษา ไม่ใช่ 11 หรือ 12 เรื่องนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัดแต่เข้าใจว่าแผนการสลายการชุมนุมอาจจะตั้งเวลา ไว้กว้าง ๆ จังหวะเหมาะสมวันไหนก็ทำได้เลย วันที่ 10 อาจจะเป็นเพียงการทดลองก็ได้

4.วันที่ 10 เมษา มีการออกข่าวว่าจะสลายผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ เพราะรัฐบาลขอร้องมาหลายครั้งหลายวันแล้ว ให้ผู้ชุมนุมย้ายจากราชประสงค์ไปรวมที่ผ่านฟ้า ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการจราจร ตอนสายของวันที่ 10 มีการส่งกำลังตำรวจจำนวนมากไปที่เพลินจิต ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากราชประสงค์นัก ทางกลุ่มผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์จึงส่งคนเสื้อแดงจำนวนมากไปกดดันให้ตำรวจออก จากที่ตั้ง

ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมที่ผ่านฟ้าก็รู้ว่ามีการส่งกำลัง ทหารเข้ามาเสริมที่กองทัพภาค 1 บนถนนราชดำเนินจำนวนมาก จึงใช้แผนเดิมคือส่งกำลังไปกดดันให้ออกจากที่ตั้งเหมือนเคย เพราะเคยทำได้สำเร็จเมื่อครั้งที่กดดันให้ทหารออกจากวัดต่าง ๆ แต่คราวนี้ทหารไม่ยอม ใช้รถฉีดน้ำและเคลื่อนกำลังออกมากดดันให้ผู้ชุมนุมถอยร่นไปอย่างไม่เป็นขบวน

5.เวลาบ่ายโมงเศษ กองทหารเคลื่อนมาจากกองทัพภาค 1 และรุกไล่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงให้ถอยร่นไปอย่างไม่ยากนัก ช่วงเวลานี้เองน่าจะเป็นจุดตัดสินใจว่าสามารถปฏิบัติการได้เพราะยังมีเวลา อีกสี่ถึงห้าชั่วโมงกว่าจะมืดค่ำ เป้าหมายการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าก่อนหกโมงเย็นจึงถูกกำหนดขึ้น และแผนที่วางเอาไว้จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้บรรลุผลตามเวลาที่กำหนด

การ บุกกลับของทหารในชั่วโมงแรกได้ผล แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ทำให้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงถอยร่นไปได้พอสมควร แม้ได้รับบาดเจ็บแต่ก็ไม่มีผู้เสียชีวิต

6.การปฏิบัติการรุกต่อบนถนน ราชดำเนินนอกของฝ่ายทหารยังดำเนินต่อไป แต่ปฏิกิริยาของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์คือยังนิ่งอยู่ไม่มีการส่งกำลังมา ช่วยเพราะเนื่องจากช่วงบ่ายเป็นช่วงที่มีคนน้อย

บ่ายสองโมงครึ่ง รถไฟฟ้าประกาศหยุดเดินรถ รถเมล์ที่วิ่งผ่านที่ชุมนุมทั้งสองแห่งเปลี่ยนเส้นทาง นั่นหมายความว่าผู้ที่จะเดินทางเข้าไปร่วมกับผู้ชุมนุมสมทบทั้งสองแห่งจะ เดินทางเข้ามาได้ยากขึ้น

แกนนำผู้ชุมนุมคาดการณ์ว่าฝ่ายรัฐบาลต้อง การให้ทางราชประสงค์ส่งคนไปช่วยผ่านฟ้า แล้วนำกำลังมาสลายที่ราชประสงค์ จึงยังไม่ส่งคนไปสนับสนุนผ่านฟ้า แต่กลับเตรียมแผนไว้ว่า ถ้าที่ผ่านฟ้าถูกกดดันหนัก ๆก็จะยอมถอยจากผ่านฟ้ามารวมกันที่ราชประสงค์ โดยถอยเป็นแนวตรงจากหลานหลวงมาที่ราชประสงค์ซึ่งเป็นระยะทางไม่ยาวนัก

7.การ บุกของฝ่ายทหารเริ่มพบแรงต้านที่มากขึ้น ผู้ชมจะเห็นได้ผ่านจอโทรทัศน์ เสียงปืนที่ยิงกระสุนยาง แก๊สน้ำตาดังสนั่นหวั่นไหว เริ่มมีการใช้กระสุนจริงเล็กน้อย ผู้สื่อข่าวได้ถ่ายภาพรถที่ถูกกระสุนและนำหัวกระสุนออกมาให้ดู

ประมาณ สี่โมงเย็น เวลาเหลือน้อยแล้วกองทหารที่เข้าเคลียร์พื้นที่ เปิดแนวรุกเพิ่มขึ้นโดยการตีโอบด้านหลังอีกสองแนวคือเจาะเข้าทางถนนดินสอมา โผล่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตรงหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ อีกแนวหนึ่งเข้าทางบางลำพูผ่านถนนตะนาว โผล่ที่สี่แยกคอกวัว ถ้าถึงถนนราชดำเนินกลางทั้งสองจุดจะร่วมผลักดันผู้ชุมนุมให้ถอยร่นไปที่หน้า เวทีบนสะพานผ่านฟ้าและจะบีบให้ถอยออกไปทางถนนหลานหลวงซึ่งคาดว่าจะเป็นทาง ถอยของผู้ชุมนุมอยู่แล้ว

8.สิ่งที่ไม่คาดคิดสิ่งแรกก็คือ การต่อสู้ต้านทานอย่างทรหดชนิดไม่ยอมถอย ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ทหารเคลื่อนเข้ามา สาว ๆที่แต่งตัวเพื่อประกวดนางสงกรานต์ก็ยังแต่งตัวกันอยู่ไม่ไปไหน แต่สักครู่หลังจากกระสุนยางปลิวว่อน เสียงกระสุนปืนและแก๊สน้ำตา ทำให้สาวทั้งหมดที่ยังแต่งหน้าไม่เสร็จวิ่งกันสไบปลิว ชาวบ้านชาวช่องปิดประตูร้านกันอุตลุด สำหรับคนเสื้อแดง วัตถุสิ่งของทุกอย่างที่ขว้างได้ จะถูกนำมาขว้างใส่ทหาร แต่ก็ถูกยิงโต้ตอบด้วยกระสุนยางและแก๊สน้ำตาใส่อย่างไม่ยั้งเช่นกัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก แต่ในที่สุดฝ่ายเสื้อแดงก็ต้านไม่ไหว รถสายพานหุ้มเกราะสามคันได้บุกมาจนถึงข้างโรงเรียนสตรีวิทย์ แถวสองยังมีอีกสามคันและยังมีรถฮัมวี่สองคันที่น่าจะเป็นของผู้บัญชาการ ระดับสูง รถลำเลียงทหารอีกต่างหาก ทางด้านถนนตะนาว กองทหารก็บุกตะลุยเข้ามาแล้ว แต่ไม่มีรถสายพานหุ้มเกราะ ด้านนี้ฝ่ายเสื้อแดงนำรถห้าหกคันมาจอดขวางไว้ ดังนั้นแม้หากเอารถสายพานเข้ามาก็ไม่มีประโยชน์เพราะไม่น่าจะฝ่ารถห้าหกคัน นั้นเข้ามาได้

ช่วงเวลานั้นบนเวทีก็ยังมีการปราศรัยกันอยู่ ฝ่ายเสื้อแดงคิดว่าใกล้ค่ำแล้วทหารคงจะหยุดปฏิบัติการ และมีการพูดเตือนจากเวทีว่าฝ่ายทหารไม่ควรสลายการชุมนุมในตอนค่ำเพราะจะควบ คุมไม่ได้

ช่วงเวลานั้นยังไม่มีการปะทะหนัก ผู้ควบคุมการเคลียร์พื้นที่คงเห็นว่ายังไม่มืดสนิท และไหน ๆก็บุกมาจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยซึ่งเป็นด่านสุดท้ายแล้ว อีกนิดเดียวก็น่ะผลักดันผู้ชุมนุมให้ถอยไปจากผ่านฟ้าได้ จะเป็นผลงานที่ทำให้รัฐบาลไม่เสียหน้า ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถสลายฝูงชนที่ราชประสงค์ได้ก็ตาม และก็จะเป็นการข่มขวัญให้ผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์หวาดกลัว อาจยอมพักรบในช่วงสงกรานต์ การเคลียร์พื้นที่จึงดำเนินต่อไป การตัดสินใจณ.เวลานั้น ไม่ทราบว่ามีใครได้โทรศัพท์ปรึกษากับใครบ้าง และการตัดสินใจลุยต่อในขณะที่จะมืดค่ำนี้เป็นการตัดสินใจของใคร ? อันนี้ต้องไปสืบกันเอาเอง

9.ในที่สุดความมืดก็มาเยือน ถึงตอนนี้มีการใช้กระสุนจริงบ้างแล้ว มีการยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม แล้วพวกผู้ชุมนุมก็จะคว้ากระป๋องแก๊สน้ำตาขว้างเข้าใส่รถหุ้มเกราะและทหาร ซึ่งอยู่บริเวณนั้น ซึ่งลมพัดไปทางทหารพอดี ตอนนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว แนวรับที่สี่แยกคอกวัว เสื้อแดงยังต้านทหารไว้ได้เหลืออีกเพียง20-30 เมตร ทหารก็จะถึงถนนราชดำเนิน ในขณะที่แนวถนนดินสอรถสายพานหุ้มเกราะสามารถพาทหารเข้าสู่ถนนราชดำเนินได้ แล้ว แต่มวลชนเสื้อแดงก็ไม่ยอมถอย ระดมขว้างปาสิ่งของเข้าใส่ทหารอย่างไม่คิดชีวิต สำหรับฝ่ายทหารแล้ว อีกนิดเดียวก็จะสำเร็จ การใช้กระสุนจริงขณะนี้มีมากขึ้น ผู้ชุมนุมหลายคนชี้ให้ดูกระสุนที่วิ่งกระทบพื้น และชี้ไปตามตึกข้างบน ทหารบางคนที่อยู่บนรถหุ้มเกราะก็แหงนหน้าขึ้นมองเช่นกัน แต่ลูกปืนยังพุ่งใส่ประชาชนที่ยังอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแต่ก็ไม่ มากนัก และเป็นการยิงทีละนัด แต่ส่วนที่เดินเท้าก็บุกตะลุยเข้ามาบนถนนหน้าแมคโดนัลด์

ข่าวผู้ เสียชีวิตไปถึงรัฐบาลแล้ว รัฐบาลน่าจะรู้ข่าวนี้ก่อนคนเสื้อแดง เพราะเป็นการเสียชีวิตจากคนที่บาดเจ็บและไปตายที่โรงพยาบาลของรัฐ คนเสื้อแดงก็รู้ว่ามีคนเสียชีวิตเช่นกันเพราะมีคนวิ่งมาบอกที่เวทีว่า มีผู้เสียชีวิตในแนวปะทะ

แกนนำที่ราชประสงค์ระดมคน เข้าไปช่วยสกัดทหารที่ผ่านฟ้า ทางฝ่ายรัฐบาลพยายามติดต่อแกนนำเสื้อแดงเพื่อหย่าศึกชั่วคราว

วิเคราะห์

ช่วง เวลานี้ผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารซึ่งอยู่ในสนามคงต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ต่อไป ในเวลาเดียวกันแกนนำเสื้อแดงก็ต้องตัดสินใจว่าจะสู้ไหวมั้ย ถ้าถอยจะถอยอย่างไร แต่ละนาทีในช่วงนี้มีความหมาย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการผันแปรที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงข้าง หน้า

10.สภาพเหตุการณ์จริงในสนาม เหตุการณ์ที่ดูจากคลิปวีดิโอที่ถ่ายมา ขณะนี้มืดสนิทแล้ว ถ้าไม่มีแสงไฟกล้องจะจับภาพได้ไม่ชัด การดันกันทั้งสองแนว คือที่สี่แยกคอกวัวทหารยังรุกเข้ามาไม่ได้ แต่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทหารรุกคืบมาถนนราชดำเนินได้แล้ว การปะทะทั้งสองแนวยังดำเนินต่อไป สิ่งของทุกชนิดที่ใช้ขว้างปาได้ ถูกระดมขว้างใส่ทหาร

ในความมืดนั้นคนชุดดำปรากฏตัวขึ้นแล้ว

แนว ปะทะที่สี่แยกคอกวัว มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บถูกหามออกมา ทันใดนั้นก็มีเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้น ภาพที่เห็นจากคลิปวีดิโอ ระเบิดเอ็ม 79 น่าจะตกกลางแถวทหารประมาณแถวที่สอง ทหารล้มลงหลายคน และพยายามลากผู้บาดเจ็บถอยหลังหนี ระเบิดลูกที่สองซึ่งน่าจะมาจากคนยิงคนเดิมยิงลึกเข้าไปทางด้านขวามือของ ระเบิดลูกแรก ลูกนี้ก็น่าจะทำให้มีผู้บาดเจ็บอีก ส่วนระเบิดลูกที่สามเห็นไม่ชัดเจน แต่ยิงลึกเข้าไปอีกเพื่อจะให้ทหารถอยออกไป ลูกที่สี่ภาพจากคลิปวีดิโอตกที่ทางแยกเข้าถนนข้าวสาร เป็นการสกัดไม่ให้ทหารที่ถนนข้าวสารถอยกลับมาที่ถนนตะนาวได้ ช่วงนี้กระสุนจริงถูกยิงตอบโต้เข้ามาเยอะ และก็น่าจะเป็นช่วงที่คนชุดดำยิงตอบโต้กลับไป ในภาวะนี้ใครหลบไม่ทันก็ต้องเจอลูกปืนจริง ๆแน่นอน มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงเวลานี้หลายคน

ที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยทหารดูเหมือนจะยึดพื้นที่ได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว เสียงทหารพูดผ่านลำโพงดังสนั่นว่าให้ประชาชนออกไปจากพื้นที่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก๊สน้ำตาปลิวว่อน เศษไม้ ก้อนหิน ขวดน้ำก็ปลิวว่อน ช่วงขณะหนึ่งกำลังของฝ่ายเสื้อแดงผลักดันให้ทหารถอยร่นกลับไป ทำให้ทหารจากบริเวณอนุสาวรีย์ทั้งหมดถอยเข้าไปอยู่หลังรถหุ้มเกราะข้าง โรงเรียนสตรีวิทย์ ในแนวถนนดินสอ ฝ่ายเสื้อแดงรู้สึกเหมือนตัวเองได้รับชัยชนะแล้ว

คนเสื้อแดงประมาณ สองสามพันคนมาชุมนุมกันอยู่รอบฐานอนุสาวรีย์ บางส่วนไปยืนออกันอยู่หน้ารถสายพานหุ้มเกราะ ห่างจากทหารไม่กี่เมตรเพราะทหารก็ยืนอยู่ท้ายรถสายพานหุ้มเกราะ คนเสื้อแดงส่งเสียงไชโยโห่ร้องและก็มีการเปิดเพลงเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ทั่วถนนรอบอนุสาวรีย์ ทหารก็ไม่ได้ถอยไปไหนยืนอยู่หลังรถหุ้มเกราะและตั้งแนวรับอยู่ในถนนดินสอ

เสียง เพลงของคนเสื้อแดงยังไม่ทันจบเพลงแรก บรรยากาศก็เปลี่ยนไป มีเสียงปืนดังขึ้น ขวดน้ำและสารพัดวัสดุก็ถูกเขวี้ยงเข้าใส่ ช่วงนี้ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บรรยากาศที่สงบและมีเสียงเพลงจึงเปลี่ยนเป็นฉากบู๊อีกครั้ง มีเสียงจากบนรถตะโกนว่าทหารอย่าฆ่าประชาชน เหตุการณ์อย่างนี้ดำเนินต่อไปครู่หนึ่ง จากคลิปวีดิโอจะเห็นมีแสงสว่างวาบอยู่ไกลด้านหลังกองทหาร เหมือนมีการระเบิด จากนั้นอีกครู่หนึ่งก็มีการระเบิดระหว่างรถหุ้มเกราะซึ่งมีผลให้ทหารบาดเจ็บ ระเบิดลูกที่สองมีผลทำให้ทหารถอยทันที

พวกเสื้อแดงบุกตามแต่คนบนรถ ได้ตะโกนห้ามไว้ บอกว่าถ้าใครบุกตามเข้าไปถือว่าแดงเทียม เหตุการณ์ตรงนี้เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งถ้ามีการบุกตะลุมบอนกันเข้าไป น่าจะมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตมากมายทั้งสองฝ่าย แต่เหตุการณ์ยุติเพียงแค่นั้นทำให้ทหารที่ถนนดินสอถอยออกไปได้ พวกเสื้อแดงลำเลียงผู้บาดเจ็บที่มีทั้งทหารและคนเสื้อแดงขึ้นรถของมูลนิธิไป โรงพยาบาลต่าง ๆ

ทหารบางส่วนที่ยังติดอยู่ในรถสายพานหุ้มเกราะก็ถูก เรียกให้ออกมาโดยไม่ทำอันตราย สภาพการณ์คล้าย ๆจะสงบลงแล้ว แต่ยังมีการยิงจากที่สูงลงมาประปราย หลายนัดยิงใส่ผนังตึก และบางนัดยิงใส่ผู้ชุมนุม ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า การซุ่มยิงอย่างนี้มีต่อไปอีกหลังจากทหารถอนกำลังไปแล้วประมาณหนึ่งชั่วโมง จากคลิปวีดิโอ จะมีภาพชายเสื้อแดงคนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะบนถนนรอบอนุสาวรีย์ และคลิปอีกอันหนึ่งมีผู้ชุมนุมตะโกนห้ามปรามกันว่า

“อย่าเข้าไป พวกมันลงมาจากตึกแล้ว เดี๋ยวพวกมันจะยิงเอา”

ในขณะที่มองเห็นเป็น เพียงเงาดำ ๆของคนที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างตึก

หลังจากนั้นเสื้อแดงก็ เข้าไปรื้อทำลายรถ ก่อนหน้านี้มีการติดต่อขอรถคืน มีเสียงคนที่ยืนอยู่บนรถหุ้มเกราะตะโกนว่า “ทหารเขาติดต่อขอรถคืน” เสียงผู้ชุมนุมตะโกตอบไม่ยอมให้รถคืน เข้าใจว่ารถคงถูกรื้อพังหลังจากนั้นไม่กี่นาที แต่มีคนห้ามไม่ให้เผา เพราะอาจมีการระเบิดหรือไฟไหม้รอบบริเวณนั้นได้ ขณะนั้นไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฝ่ายทหาร

วิเคราะห์

ช่วง เวลาต่างๆที่เกิดเหตุการณ์หลายเหตุการณ์น่าจะใกล้เคียงกัน ระบบของฝ่ายเสื้อแดงไม่น่าจะบันทึกเวลาได้ แต่ฝ่ายทหารน่าจะบันทึกเวลาได้ ปรากฏว่ามีระเบิดซึ่งยืนยันไม่ได้ว่าเป็นชนิดใดตกที่เต็นท์บัญชาการ ทำให้มีนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาเสียชีวิตหนึ่งคน บาดเจ็บสองคน และจุดนี้น่าจะเป็นผลให้เกิดการถอยและยกเลิกปฏิบัติการในค่ำนั้นทันที การตกลงหย่าศึกระหว่างคนเสื้อแดงกับรัฐบาลจึงเกิดขึ้นและมีผลในทางปฏิบัติ ณ.เวลานั้น

ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสน่าจะถูกยิงในชั่วโมงสุดท้าย ของการสลายผู้ชุมนุม

คำถาม นินจาที่ยิงเอ็ม 79 เข้าใส่ทั้งสองจุด (บางจุดอาจเป็นการขว้างระเบิด )ยังไม่มีใครรู้แน่ว่าเป็นใคร ? แต่พอเหตุการณ์สงบก็หายไป คนชุดดำที่ยิงปืนใส่ทหารเป็นใคร? พลซุ่มยิงที่อยู่บนตึกยิงใส่คนเสื้อแดงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นใคร ?

ใน ความเป็นจริงคนบาดเจ็บต้องมีเกินหนึ่งพัน ไม่ใช่แค่แปดร้อยกว่า แต่มีคนจำนวนมากที่ถูกกระสุนยางแล้วไม่ไปแจ้งความ เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เขาอาจถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายก็ได้

ก่อนสี่ทุ่มผู้ ที่อยู่ในเหตุการณ์ประเมินว่า อาจมีผู้เสียชีวิตถึงสามสิบราย เขาสังเกตคนที่ถูกหามขึ้นรถว่าบาดแผลที่ถูกยิงมีอาการสาหัสมาก ขณะนั้นผู้ประเมินไม่รู้ว่าฝ่ายทหารมีคนบาดเจ็บเท่าไหร่ เขาประเมินจากฝ่ายประชาชนเท่านั้น วันนี้เรียบเรียงเหตุการณ์และลำดับภาพเพื่อให้ผู้อ่านได้มองภาพรวมได้ ส่วนการวิเคราะห์จะหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเขียนต่อตอน 2

โปรดติดตาม เมื่อหายนะมาเยือน…ตอน 2 ต่อไป

Categories
Uncategorized

เพื่อนพ้องน้องพี่ ยุทธการ “ถลกหนังฤาษีกินเ..หี้ย”

บทความโดย…ปูนนกยุทธการขึ้นเขายายเที่ยงของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมานี้   ผ่านไปอย่างตื่นเต้นและเรียบร้อยดี….ได้ทำการเปิดหมู่บ้านที่ 11 ขึ้นมาใหม่  โดยใช้ชื่อว่า  “หมู่บ้านสองมาตรฐาน”  ซึ่งบ้าน 3 หลังที่สร้างใหม่นี้ก็อยู่ติดกับบ้านพักของ  พล.อ. สุรยุทธ  จุลานนท์  บนเขายายเที่ยงนั่นเอง….

เมื่อได้เห็นความมีสองมาตรฐานที่เกิดขึ้นในประเทศนี้  และการสร้างภาพว่าเป็นผู้มีจิตใจงดงาม, สมถะน่าเคารพยกย่องของ  พล.อ. สุรยุทธ  ขณะที่ตนเองซึ่งเป็นประธานมูลนิธิอนุรักษ์ป่าเขาใหญ่และกลับใช้อำนาจนั้นสร้างบ้านในพื้นที่ป่าสงวนเขาใหญ่เสียเอง…ทำให้นึกถึงชาดกเรื่อง    “ฤาษีกินเ..ห้ย”   ขึ้นมาทันที…ซึ่งในชาดกได้บันทึกไว้ดังนี้ว่า…….

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภกับภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง  และได้ทรงตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีดาบสผู้มีตบะกล้าตนหนึ่ง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน จึงได้สร้างศาลาไว้ให้ที่ชายป่าแห่งหนึ่งใกล้บ้าน ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นเ..ห้ยตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง ใกล้ที่จงกรมของดาบสนั้น มันจะไปหาดาบสวันละสามครั้งเป็นประจำทุกวัน เพื่อฟังธรรม ไหว้ดาบสแล้ว จึงกลับไปอยู่ที่อยู่ของตน

ต่อมาไม่นาน ดาบสนั้น ได้อำลาชาวบ้านไปที่อื่น ได้มีดาบสโกงตนหนึ่ง เข้ามาอาศัยในศาลานั้นแทน เ..ห้ยพระโพธิสัตว์ก็คิดว่า แม้ท่านผู้นี้ก็ทรงศีลเหมือนกัน จึงไปหาดาบสนั้นเช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่ง ฝนได้ตกมาในฤดูแล้ง ฝูงแมลงเม่าได้พากันบินออกจากจอมปลวกเป็นจำนวนมาก ฝูงเ..ห้ยก็ได้ออกมากินแมลงเม่าเหล่านั้น พวกชาวบ้านพากันออกมาจับเ..ห้ยแล้วปรุงเป็นอาหาร รสอร่อยนำมาถวายดาบส ดาบสได้ฉันเนื้อนั้นแล้วติดใจในรส เมื่อทราบว่าเป็นเนื้อเ..ห้ย จึงคิดได้ว่า

” มีเ..ห้ยใหญ่ตัวหนึ่งมาหาเราเป็นประจำ เราจะฆ่ามันกินเนื้อ “

จึงให้ชาวบ้านเอาเครื่องปรุงมาไว้ให้ ได้นั่งถือค้อนห่มคลุมผ้าอยู่ที่ประตูศาลา

เย็นวันนั้น เ..ห้ยโพธิสัตว์ ได้ไปหาดาบสตามปกติ ได้เห็นท่านั่งที่แปลกของดาบส คิดว่า ” วันนี้ดาบส นั่งท่าที่ไม่เหมือนวันก่อน นั่งชำเลืองเราเป็นประจำ ” จึงไปยืนดูอยู่ใต้ทิศทางลม ได้กลิ่นเนื้อเ..ห้ย จึงทราบว่า ” ดาบสโกงนี้ คงฉันเนื้อเ..ห้ย ติดใจในรสแล้ว คราวนี้ หวังจะตีเรา เอาเนื้อไปแกงเป็นอาหารแน่ๆ ” จึงไม่ยอมเข้าไปใกล้ ถอยกลับแล้ววิ่งหนีไป

ฝ่ายดาบสโกงทราบว่าเ..ห้ยรู้ตัวไม่ยอมมาแล้ว จึงลุกขึ้นขว้างค้อนตามหลังไป ค้อนได้ถูกเพียงหางเ..ห้ยเท่านั้น เ..ห้ยได้หลบเข้าไปในจอมปลวกอย่างรวดเร็ว โผล่เพียงศีรษะออกมาเท่านั้น กล่าวติเตียนดาบสด้วยคาถานี้ว่า

” นี่เจ้าผู้โง่เขลา จะมีประโยชน์อะไรแก่เจ้า ด้วยชฎาและการนุ่งห่มหนังเสือเหลือง แต่ภายในของเจ้าแสนจะรกรุงรัง เจ้าดีแต่ขัดสีภายนอกเท่านั้น “

*** เรื่องที่๘ ในอสัมปทานวรรค หน้า ๕๔๗-๕๕๐ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่๒***

การขึ้นไปบนเขายายเที่ยงของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นเป็นการต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์..เพื่อแสดงให้คนในประเทศนี้และต่างประเทศได้เห็นถึงความ  สองมาตรฐานของระบบยุติธรรมที่อยู่ภายใต้การปกครองของพลพรรคอมาตย์ที่สยายปีกแห่งอำนาจปกครองประเทศไทยอยู่ในขณะนี้…เป็นการฉีกหน้ากากคุณธรรมของบุคคลที่ใครต่อใครในประเทศพากันยกย่องว่า  “เป็นผู้ใหญ่ในแผ่นดิน”   นั้น…ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่    “ฤาษีที่หาโอกาสกินเ..ห้ย”    เท่านั้นเอง…

เวลานี้คนเสื้อแดงที่เคยได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามจากผู้มีอำนาจบารมีทั้งหลายว่า   เป็นเพียงผู้ที่รับเศษเงินของ ท่านนายกทักษิณ   มาสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ….คนเสื้อแดงในปัจจุบันกลายเป็นประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไปแล้ว   และพวกเขากำลังทวงคืนอำนาจที่ถูกพวกอมาตย์ยึดเอาไปภายหลังจากการปฏิวัติปี 2475 ได้ไม่นาน…

หลังจากการรวมพลกันของกลุ่มคนเสื้อแดงที่  โบนันซ่า  เขาใหญ่   มาจนถึงยุทธการถลกหนังฤาษีกินเ..ห้ย  ที่เขายายเที่ยง   เวลานี้คนเสื้อแดงซึ่งก็คือประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับทราบถึงความเป็นจริงที่ถูกปกปิดมาช้านาน…ประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ  ที่พวกเขาได้รับรู้รับทราบถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ถือว่าเป็นคนชั้นสูงของประเทศนี้..และไม่มีใครทำอะไรได้.. 

การใช้อำนาจอิทธิพลที่เรียกได้ว่าเป็น  “อำนาจมืด”   เข้าครอบครองและเอารัดเอาเปรียบสูบเลือดเนื้อประชาชนไทยมาโดยตลอดหลายสิบปีนั้น…ได้ถูกเปิดเผยจนหมดเปลือกล่อนจ้อนในขณะนี้…คงจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงให้มาเป็นของประชาชนไทยอย่างแท้จริงเสียที…

ยุทธการ “ถลกหนังฤาษีกินเ..ห้ย”   ที่เขายายเที่ยงที่เกิดขึ้นนี้   เป็นเพียงแค่  “น้ำจิ้ม”    ของการต่อสู้ที่จะรุนแรงและเข้มข้นขึ้นจากนี้ต่อไป..  การต่อสู้ระหว่างชนชั้นที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้…ถ้าเป็นการสงครามจริงก็จะถึงขั้น  “ติดดาบปลายปืน”   กันแล้ว   ไม่มีใครยอมถอยอีกต่อไป… 

สำหรับอมาตย์ถ้าพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้   ก็คงไม่มีที่อยู่สำหรับประเทศนี้ต่อไป…และแน่นอนสำหรับพี่น้องประชาชนไทยถ้าพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้…ก็คงต้องตกเป็นไพร่ทาสของอมาตย์ต่อไปอีกจนถึงชั้นลูกชั้นหลานอีกนานเท่านาน…. 

ด้วยเหตุนี้สำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย…ขอให้รักษาตัวให้พร้อมทั้งกายและใจ   เพื่อเข้าสู่สงครามชนชั้นขั้นแตกหักในอีกไม่นานที่จะถึงนี้…

ปูนนก